Lost child (ฟิคLA extra)

ใครบอกว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้วมันจะสบายครับ

บอกเลยว่าโคตรเหนื่อย

เหนื่อย เหนื่อยมาก เหนื่อยชิบหายครับ

ผมเคยวาดฝันชีวิตมหาวิทยาลัยไว้อย่างสวยหรู ได้มีอิสระในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปเรียนหรือไม่เรียนก็ได้

 

ไม่ต้องมีคนกำหนดชีวิตเหมือนตอนไปโรงเรียน ที่จะไปไหนก็ไปไม่ได้ ทั้งวันต้องคลุกตัวอยู่ในโรงเรียนเกือบทั้งวัน

 

เคยคิดว่าการเรียนมหาวิทยาลัยไม่ต้องมีงานหนักเหมือนโรงเรียน ไม่ต้องมีการเรียนการสอนหลายวิชา แล้วคิดว่าคงสอบไม่ยากเท่าสอบเข้ามหาลัยหรอก กิจกรรมก็คงไม่มีอะไรหนัก

 

แล้วเคยคิดว่าพอเข้ามหาลัยผมต้องเข้าชมรมดนตรีให้ได้เพราะผมอยากไปร้องเพลงแล้วทำกิจกรรมของชมรม พบเจอรุ่นพี่ที่น่ารักใจดี ถ้าเป็นไปได้ก็อยากมีแฟนสวยๆสักคน ก็คงจะดีไม่น้อย ยิ่งสาวๆในมหาลัยนี่คงจะสวยถูกใจผมหลายคนอยู่แน่ๆเลย

 

ครับ

 

ทั้งหมดที่ผมวาดฝันไว้นะครับ

 

ไม่มีอะไรเป็นดังใจสักอย่างครับ ก้าวแรกที่ผมเข้ามหาลัยทำกิจกรรมรับน้องมันก็สนุกอยู่หรอกนะ แต่ขอโทษครับมันก็แค่รับน้องก่อนเปิดเทอม มันคงไม่เจอไรหนักหนาสาหัสหรอก แต่พอเปิดเทอมมาก็เจอการว้ากน้องเขาให้ครับ ก็เคยได้ยินเสียงชื่อเสียงการว้ากน้องของที่นี้อยู่ว่าโหดไม่ใช่น้อย ทำใจอยู่ระยะหนึ่งว่ามันคงไม่มีไรหรอก ก็แค่พี่ด่าคิดไรมากว่ะ

 

ขอถอนคำพูดทั้งหมด ผมทนไม่ได้ครับ

 

บ้าเอ๊ย มันไม่ใช่มารุมด่าธรรมดา ทำไมต้องตะคอกเสียงว่ะ ทำเสียงเข้มดราม่าทั้งวัน เป็นไรมากมั้ย แล้วทำไมผมต้องมาทนให้พวกรุ่นพี่ที่แก่กว่าผมไม่กี่ปีมารุมว้ากด้วยว่ะ แถมเวลาว้ากก็ช่วยไปว้ากในห้องแอร์เย็นๆหน่อยก็ดีนะ เล่นกลางแจ้งเลย คือกลัวกูไม่ร้อนพอหรอกครับ ปกติอากาศเมืองไทยแค่อยู่ที่ร่มๆ ก็ร้อนแล้ว นี่พวกคุณพี่ๆทั้งหมดเล่นจับพวกเราเด็กปี1 ว้ากกลางแจ้งครับ สงสัยเห็นผมขาวอยากเปลี่ยนสีผิวให้ผมงั้นหรออ

 

แล้วพอการว้ากจบไป ก็มาเจอกับสอบของมหาวิทยาลัยครับ ไอ้เรียนมันก็ชิลอยู่หรอก เข้าบ้างไม่เข้าบ้างเวลาขี้เกียจเรียน แต่ตอนสอบนี้ ไม่อยากจะนึกครับอ่านกันหัวฟูจนแทบบ้า ข้ามวันข้ามคืนเลยทีเดียว ส่วนข้อสอบนี่ อืมม ยากขนาดที่ผมสอบเอนท์สองรอบยังรู้สึกว่าง่ายกว่าเลยครับ ยากชิบหาย

 

ส่วนสาวๆในมหาลัยสวยครับ สวยจริงๆแต่ที่สวยเนี่ย อยู่อีกคณะครับ นู่น สาวๆบริหารหรือเศรฐศาสตร์ครับไปรวมตรงนั้นหมดด ส่วนสาวๆผมในคณะ…..ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจล่ะกัน เอาเป็นว่าหากผมอยากเจอสาวๆสวยเหล่านั้น ผมก็ต้องมีการรวมตัวกับเพื่อนไปเหล่สาวกินข้าวที่คณะพวกนั้นล่ะคร้าบบ ถึงจะได้เจอ

 

มีอย่างเดียวที่ผมว่าการใช้ชีวิตในมหาลัยมันไม่น่าเบื่อไปนัก คือผมได้เข้าชมรมดนตรีของมหาวิทยาลัย แล้วก็ได้เป็นนักร้องนำประจำวงด้วย ถือเป็นเรื่องดีสำหรับผมก็ว่าได้ เพราะมันทำให้ทุกวันของผมที่เจอเรื่องเหน็ดเหนื่อยกับมรสุมต่างๆมีความสุขขึ้นมาได้ การใช้ชีวิตกับชมรมเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองสำหรับผม วันไหนที่ไม่อยากไปเรียนหรือเลิกเรียนผมก็แวะมาที่นี้ทุกครั้ง พูดคุยพบปะพวกรุ่นพี่และเพื่อนทุกคน แล้วซ้อมร้อมเพลงด้วยกัน มันสนุกมากจริงๆ

 

จริงอยู่ที่ชีวิตมหาวิมยาลัยมันจะเหนื่อยแค่ไหนแต่การได้มาร้องเพลงในแต่ละวันก็ทำให้ผมหายเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก

 

ผมใช้ชีวิตในมหาลัยจนมารู้ตัวอีกทีก็ใกล้จะจบปีหนึ่งแล้ว เหลือแค่สอบไฟนอลผมก็จะได้ปิดเทอม แล้วจะได้ไม่ต้องใส่ชุดนักศึกษาผูกไทด์ไปเรียนทุกวันสักที พอขึ้นปีสองผมจะใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ หนีบแตะไปเรียนทุกวันเลยคอยดู ชดเชยกับการผูกเนคไทด์มาตลอดหนึ่งปีเต็ม บอกเลยว่าอึดอัดชิบ ไม่ใส่ก็ไม่ได้พวกรุ่นพี่แต่ละคนก็เล็งจ้องมากวนประสาท หาเรื่องตลอดครับ ต้องจำใจแต่งตัวเรียบร้อยไปเรียนทุกวัน บอกเลยว่าโคตรเหนื่อย

 

แล้ววันนี้มันก็เป็นอีกวันที่ผมมาซ้อมร้องเพลงกับเพื่อนและพี่ๆชมรมตามปกติ จนพวกเราอยู่ซ้อมกันจนถึงทุ่ม ซึ่งระหว่างนั้นก็มีคนทยอยกลับบ้านกันไปบ้าง จนเหลือผมกับฟ้าที่เป็นนักร้องนำของวงทั้งคู่ อยู่ซ้อมจนทุกคนกลับกันหมดแล้ว ผมเห็นเวลาในนาฬิกามันดึกพอควร เลยบอกให้ฟ้าหยุดซ้อมแล้วแยกย้ายกลับน่าจะดีกว่า ยิ่งฟ้าเป็นผู้หญิงด้วยกลับหอตอนดึกๆมันอันตราย ทีแรกผมตั้งใจจะไปส่งฟ้ากลับหอ เพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับเธอรึเปล่าตามประสาเพื่อนที่เป็นห่วงธรรมดาน่ะครับ แต่ฟ้าส่ายหน้าบอกไม่เป็นไรเพราะเดียวแฟนเธอจะมารับแล้วพาไปเที่ยวงานเกษตรแฟร์ต่อ ผมก็เลยได้แต่เลยตามเลย รอแฟนฟ้ามารับ จนเธอไปแล้วก็จัดการปิดไฟ ปิดพัดลมในห้องชมรม แล้วตั้งใจว่าจะขี่มอไซต์กลับหอไปพักเอาแรง

 

แต่มาคิดอีกที ไหนๆมหาลัยจัดงานเกษตรแฟร์ซึ่งนานๆจะจัดสักที แล้วก็จัดงานจนมาถึงวันนี้วันสุดท้ายแล้ว ผมเองก็ยังไม่ได้ไปเดินงานอย่างจริงจังสักที ถือว่าวันนี้ผมซ้อมเสร็จเร็วหน่อย ไปหาอะไรกินแถวงานก็ดีเหมือนกัน แอบรู้สึกเบื่อร้านอาหารตามสั่งข้างหอแล้วเหมือนกัน ไปหาอะไรอร่อยๆกินในงานน่าจะดีไม่น้อย

 

ผมเดินเข้าไปในงานผ่านแตละโซนทีเรียกว่ามีเยอะมาก ทั้งโซนสัตว์เลี้ยง โซนเกษตร และยิบๆย่อยๆ กว่าจะเดินผ่านโซนพวกนี้ไปถึงโซนของกิน ก็บอกเลยว่าเล่นเอาขาลากครับ ก็รู้อยู่หรอกว่ามหาลัยผมมันกว้างขนาดไหน แต่ตั้งแต่เปิดเทอมมาจนครบปีก็ยังไม่ได้เดินจนทั่วมหาลัยอย่างวันนี้เลยครับ หรือผมคิดผิดที่มาเดินว่ะเนี่ย ชักเริ่มเหนื่อน คนก็เยอะ อากาศก็ร้อน รู้งี้ กลับหอเลยน่าจะดีกว่า

 

ผมเดินมาจนถึงโซนของกินได้กลิ่นหอมของอาหารหลายอย่างมาแตะที่จมูก เรียกน้ำย่อยในท้องของผมให้ทำงานเลยครับ ผมเดินผ่านอยู่หลายร้านพิจารณาดูแต่ละร้านว่าจะกินร้านไหนดี จนขามาหยุดหน้าร้านผัดไทยร้านหนึ่ง ซึ่งแม่ค้ากำลังผัดสดๆร้อนๆเลยครับ แล้วกลิ่นคือหอมแตะจมูกมาก รู้ตัวอีกทีคือสั่งแล้วก็กินจนหมด โคตรอร่อย

 

เมื่อกินเสร็จเรียร้อย ผมเดินไปหาแม่ค้าที่กำลังผัดอยู่ พร้อมจ่ายเงินแล้วตั้งใจจะสั่งกลับอีกถุง อย่างน้อยมื้อเช้าผมก็มีอะไรไว้กินล่ะ ชีวิตเด็กหอก็เงี่ยแหละครับ ต้องซื้ออะไรมากินตอนเช้าตลอด ให้มานั่งทำกินเองตอนเช้า เรียนไม่ทันครับ ลำพังแค่ตื่นมาเรียนทันยังลำบากเลย เพราะฉะนั้นให้มานั่งทำ เลิกคิดไปได้เลยครับ

 

“เดียวผมเอาอีกถุงแล้วใส่กลับบ้านนะครับป้า”

 

ผมสั่งอาหารกับป้าที่เป็นทั้งเจ้าของร้านแล้วแม่ครัว ป้าพยักหน้ารับแล้วลงมือทำผัดไทย แต่ระหว่างที่แกผัดไปอยู่ๆสายตาแกก็ละจากกะทะในมือแก แล้วมองเลยผมไป จากนั้นก็หันมาสนใจทำต่อ

 

“เด็กคนนั้น ยังไม่ไปไหนอีกหรอกเนี่ย”

 

ผมได้ยินแกพูดไรพึมพำออกมา จนผมดอดสงสัยไม่ได้เลยลองถามป้าแกดู

 

“เด็กไหนหรอกครับ”

 

ผมเอ่ยถามออกมา ป้าเงยหน้ามามองผม แล้วชี้มือไปทางด้านหลัง ผมหันหลังกลับไปดูตามที่ป้าแกชี้ เห็นเด็กผู้ชายอายุราวๆ8-9ขวบ นั่งอยู่ตรงม้านั่งคนเดียวไม่มีใครนั่งอยู่ข้างๆ ก้มหน้างุดลง แกว่งขาไปมา ดูท่าทางเหมือนกำลังรอใครสักคนอยู่

 

“ป้าเห็นเด็กคนนั้นเดินมาคนเดียวแล้วก็นั่งตรงนั่นมาเกือบครึ่งชม.แล้ว ตอนแรกป้าก็นึกว่าแกมารอแม่รึป่าว แต่เวลาผ่านมานานขนาดนี้ จะมีแม่คนไหนยอมให้มานั่งรออยู่เดียว ก็เลยสงสัยว่าหรือแกจะหลงทางรึเปล่า เพราะในงานคนเยอะมากจะหลงทางก็ไม่น่าแปลก ไหนๆแล้วหนูลองไปถามเด็กคนนั้นหน่อยว่าหลงทางรึเปล่า เดียวถ้าหลงจริงหนูช่วยพาเขาไปส่งให้แม่เขาที”

 

“เออ….ผมหรอครับ”

 

ผมหันไปหาป้า ยกนิ้วขึ้นชี้ตัวเอง เดียวนะป้าแล้วทำไมผมต้องไปส่งเด็กหลงด้วยว่ะ คือมาซื้อผัดไทยไม่ได้มาเป็นตำรวจส่งเด็กหลงกลับนะเห้ย ตอนนี้เหนื่อยแล้วอยากกลับหอมาก บอกตามตรงขี้เกียจไปยุ่งด้วยครับ

 

“ก็เรานะสิจะใครล่ะ เราเป็นนักศึกษามหาลัยนี้ คงจะหาทางช่วยเด็กคนนี้ได้มากกว่าป้าแหละ ดูสิ แกดูน่าสงสารออก นั่งนิ่งอยู่คนเดียว ถ้าเกิดอันตรายขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ”

 

โห ป้าเล่นพูดขนาดนี้ อืมม ผมคงต้องไปใช่มั้ยครับ ถ้าไม่ไปนี้ผมคงต้องโดนป้าประนามแน่ๆ ดูลักษณะจากที่แกพูดแล้ว ผมยืมมองเด็กคนนั้นอยู่พักหนึ่ง ลังเลดีมั้ยว่าจะเข้าไปช่วยหรือไปถาม ถ้าไม่หลงจริงนี่ผมเสียหมาเหมือนกันนะเนี่ย

 

สักพักผมก็ได้ยินเสียงป้าเรียกผมให้ไปเอาผัดไทยที่สั่งไว้ ผมล้วงกางเกงจะหยิบเงินจ่ายตังค์ให้แก แต่แกส่ายมือปฎิเสธไม่รับเงินผม

 

“ป้าไม่เอาหรอก เราไปช่วยเด็กคนนั้นให้หน่อยถือว่าเป็นของตอบแทนนะ จริงๆป้าก็อยากเข้าไปถาม แต่ติดลูกค้าเยอะมาก ไหนๆก็ช่วยป้าหน่อยนะ”

 

ผมหยิบผัดไทยมารับอย่างงงๆ แล้วหันหลังไปมองดูเด็กคนนั้นกับป้าสลับไปมา อืม กูคงต้องไปแล้วล่ะ ป้าเล่นประกาศิตติดสินบนผมขนาดนี้ ผมก็ต้องเข้าไปช่วยน้อยเขาใช่มั้ยครับ แล้วดูป้าส่งยิ้มให้ผมสิ ประหนึ่งว่า รีบเข้าไปช่วยเร็วเข้า ไม่งั้นฉันจะให้แกจ่ายค่าผัดไทยอันนี้

 

เห็นแก่ป้าแล้วผัดไทยถุงนี้ ผมขอทำตัวเป็นคนดีไปช่วยน้องเขาล่ะกัน เกิดมาเพิ่งเคยไปช่วยเด็กหลงก็ครั้งแรกเนี่ยแหละ เดินยังไงให้หลงทางว่ะน้อง อยากจะถาม เอาจริงๆผมก็ไม่ได้รักเด็กขนาดนั้นออกจะไม่ค่อยชอบเด็กด้วยซ้ำ แต่เมื่อรับปากป้าไปล่ะ เดียวจะเสียหมา ไปก็ได้ว่ะ ทำตัวเป็นนักศึกษามหาลัยที่ดีล่ะกัน

 

ผมเดินไปหาตัวเด็กนั้น ที่ยังคงก้มหน้านิ่ง จนผมเดินประชิดเข้าไปใกล้ตัวแก จนแกคงรู้สึกตัวแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผม ดวงตากลมโตจ้องมองมาที่ผมนิ่ง

 

“เออ…น้องหลงทางรึเปล่าครับ”

 

ผมเอ่ยถามน้องเขาดู แต่ไม่มีไรตอบกลับครับ น้องแกยังคงจ้องผมนิ่งเลยครับ

เออ ก็พอเข้าใจอยู่แหละว่าผมมันคนแปลกหน้า เด็กมันจะกลัวก็ไม่แปลก

ดวงตากลมสบตาผม แล้วก้มหน้างุดลงไปอีกครั้ง

คือถ้าน้องไม่ตอบไรผมเลย ผมก็ลำบากใจนะเห้ย แล้วผมจะช่วยน้องเขายังไงครับ หรือไม่ช่วยดีว่ะ

ทิ้งแม่งไว้เนี่ยแหละ ตอนนี้รู้สึกเหมือนหนังตาจะปิดลงไม่ช้า อยากกลับหอไปนอนโว้ย พอคิดว่าจะทิ้งไว้มั้ย หันหลังไปก็เจอป้าผัดไทยมองดู ถ้าผมไปตอนนี้ต้องโดนป้าแกประนามว่าเลวแน่ๆ โอยชีวิตจิรากร ฮือๆ ทำไงดีว่ะ

“เออ..ถ้าน้องไม่ตอบพี่ พี่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงนะ งั้นพี่กลับนะ”

ผมทำท่าจะเดินหันหลัง แต่ก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงชายเสื้อเชิ้ตเบาๆ ผมหันไปมองแกส่งสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ดวงตากลมนั่นเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ดวงตากลมเริ่มมีน้ำตาเออขึ้นมา

 

เห้ย ชิบหายล่ะอย่าเพิ่งร้องนะ

 

“ครับ ผมหลงกับแม่ ผม…ผม ไม่รู้จะทำยังไงดี”

 

เสียงใสเอ่ยออก น้ำเสียงดูสั่น เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้กำลังกลัว มือเล็กเริ่มจับชายเสื้อผมแน่น เจอแบบนี้ขึ้นมาผมเริ่มทำตัวไม่ถูกเลยครับ แล้วน้ำตาที่กำลังไหลออกมาจากดวงตากลมนั่น ยิ่งทำให้หัวใจผมรู้สึกไม่ค่อยดี คือ ผมมันเป็นพวกแพ้น้ำตาผู้หญิงและเด็กครับ เจอแบบนี้ผมก็ตายสิครับ ถ้าน้องแกร้องไห้ออกมา ผมต้องรู้สึกแย่แน่ๆ ผมรีบหยิบเนคไทในกระเป๋ากางเกงออกมา เป็นเนคไทที่ผมใส่ไปเรียนตอนเช้าแล้วถอดออกตอนที่เรียนเสร็จ แล้วลงนั่งข้างแก แล้วยื่นเนคไทไปให้เด็กชายข้างตัวผม

 

“ไม่ร้องดิ ลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้หรอกนะ เอานี่ไปเช็ดน้ำตาก่อน พอดีพี่ไม่มีผ้าเช็ดหน้า อย่างน้อยมันก็พอเช็ดน้ำตาได้นะ”

 

คนข้างตัวผมได้ยินดังนั้น ก็รีบรับเอาเนคไทผมไปเช็ดน้ำตาที่กำลังจะเอ่อออกมา อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็เข้มแข็งกว่าที่คิดแหะ ถ้าเป็นเด็กคนอื่นคงร้องไห้จ้าแล้วครับ ไม่รู้ว่าทนอยู่คนเดียวตั้งครึ่งชั่วโมงได้ยังไง แถมไม่ไปขอความช่วยเหลือใครอีกต่างหาก

 

“งั้นเดียวพี่พาไปที่ประชาสัมพันธ์ให้เขาประกาศหาแม่เราให้ล่ะกัน ว่าแต่เราอ่ะชื่ออะไร”

 

ผมเอ่ยถามชื่อของเด็กคนนี้ ไหนๆจะพาไปส่งล่ะ ขอรู้ชื่อสักหน่อยล่ะกันจะได้เรียกถูก

 

“พี่ไม่รู้จักผมหรอครับ”

 

“แล้วเราเป็นใครล่ะ ทำไมพี่ต้องรู้จักเรา”

 

ผมถามออกไปตามตรง ไม่ทราบว่าน้องเป็นใครจากไหนครับ คือผมต้องรู้จักด้วยหรอว่ะ

 

แล้วดูเจ้าตัว พอเห็นผมตอบไป ดวงตากลมโตก็เบิกกว้าง ประหนึ่งว่าทำไมผมไม่รู้จักตัวน้องเขา

 

หรือยังไงว่ะ น้องเขาเป็นลูกคนใหญ่คนโตที่กูต้องรู้จักหรอว่ะเนี่ย งง ชิบหาย แค่มาช่วยเด็กหลงก็งงพอล่ะครับ ต้องมาสืบหาอีกว่าทำไมผมต้องรู้จักเด็กคนนี้ด้วย

 

“แปลกจัง ทุกทีมีแต่คนจำผมได้ ผมเล่นละครด้วยนะ พี่ไม่เคยเห็นผมหรอ”

 

กระจ่างเลยครับ ดาราเด็กนี่เอง ถึงว่าทำไมถึงคิดว่าผมต้องรู้จักน้องเขาเออถึงจะเป็นดารายังไงก็ช่าง แต่ผมไม่รู้จักหรอก ผมไม่ค่อยได้ดูละคร จะไปรู้จักได้ไงล่ะ

 

“พี่ไม่ค่อยดูละครหรอกจะไปรู้จักเราได้ไงล่ะ”

 

“หืมม แปลกจังมีคนไม่เคยดูละครที่ผมเล่นด้วย เวลาผมไปไหนก็มีคนขอผมถ่ายรูปตลอดเลย แถมชอบเรียกผมว่าส้มฉุนๆตลอดเวลา”

 

“งั้นเราชื่อส้มฉุนหรอ”

 

เออ ชื่อแปลกดีแหะ โบราณดีแท้

 

“เปล่าฮะ มันเป็นชื่อตัวละครที่ผมเล่นต่างหาก ใครจะไปชื่อส้มฉุนฮะ ”

 

“อ่าวแล้วเราชื่อไรล่ะ”

 

“แม่บอกไม่ให้บอกชื่อคนแปลกหน้าฮะ”

 

อ่าว ไอ้เด็กนี้ ท่าทางที่กลัว กลั้นน้ำตาตอนหลงทางหายไปไหนหมดว่ะ กวนตีนชิบ ถามดีๆครับน้อง แล้วผมนี่มันน่ากลัวจนไม่กล้าจะบอกชื่อจริงเลยหรอ นี่มาช่วยนะเห้ย ไม่ไว้ใจไรขนาดนั้น เดียวปั๊ดทิ้งไว้ให้หลงต่อไปเลยดีมั้ย

 

“อ่ะๆ ไม่บอกก็ไม่บอก งั้นเดียวพี่จะพาไปที่กองประชาสัมพันธ์ให้เขาตามหาแม่เราให้ล่ะกัน”

 

“ผมจะไว้ใจพี่ได้ไงฮะ ว่าพี่จะไปไม่พาผมไปทำอะไรมิดีมิร้าย”

 

เด็กอายุแค่นี้คิดถึงขนาดนั้นเลยหรอครับ โธ่น้อง ผมจะเอาน้องไปทำอะไรมิทราบครับ จะพาไปหาแม่ยังมาขี้สงสัยอีก แล้วสายตาที่เหล่มองผมอย่างไม่ไว้วางใจแบบสุดๆมันคืออะไรกัน แล้วเมื่อกี้ใครว่ะที่ดึงชายเสื้อผมไม่ให้ผมไป

 

“เอาเป็นว่าพี่ไม่ใช่คนไม่ดี ไม่ได้จะลักพาตัวเราไปล่ะกัน อีกอย่างพี่เป็นนักศึกษามหาลัยนี้ เห็นเราหลงทางเลยมาช่วย เข้าใจยัง ถ้าไม่ไว้ใจพี่จะกลับแล้วนะ”

 

ผมมองเจ้าตัวเล็กที่ส่งสายตามาให้ผม ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย แต่ก็สักพักก็ตัดสินใจลุกจากเก้าอี้ ผมเลยตั้งใจจะเดินนำหน้าแก แล้วให้คนตัวเล็กเดินตามผม แต่ไม่ทันที่จะย่างก้าวเดินเลยครับ มือเล็กก็ดึงชายเสื้อผมอีกครั้ง

 

“ผมกลัวหลง ผมขอจับมือพี่ไว้ได้มั้ยครับ”

 

ผมมองดูแกที่จ้องมองมาที่ผม มือเล็กยังคงจับชายเสื้อผมไว้แน่น บทจะน่ารักก็น่ารักได้นะ แต่เมื่อกี้ปากดีไม่สมเป็นเด็กเลยจริงๆเชียว ผมเลยยื่นมือไปให้ แกรีบคว้าจับมือผมทันที

 

“จับไว้ให้แน่นล่ะ ถ้าเผลอปล่อยมือพี่ล่ะก็ จะไม่ได้พบคุณแม่นะ”

 

แกเม้มปากเข้าหากัน พยักหน้ารับ แล้วก็ทำตามที่ผมบอก มือเล็กนั่นจับมือผมแน่นราวกับกลัวมันจะหลุดไป

 

ผมจูงมือแกเดินออกจากตรงนั่น นึกเส้นทางที่จะไป คิดว่ากองประชาสัมพันธ์ที่ประกาศ น่าจะไม่ไกลจากตรงนี้มากเท่าไร ผมเลยพาแกเดินไปเรื่อยๆผ่านตรงโซนอาหาร มือเล็กยังคงจับผมแน่น น่าแปลกเมื่อผ่านฝูงคนที่เยอะขึ้น แกจะยิ่งบีบมือผมไว้แน่น จนผมรู้สึกได้ถึงแรงบีบนั้น สัมผัสได้ถึงเหงื่อที่มือเล็กนั่นไหลชุ่มออกมา เมื่อผมมองไปยังข้างตัวแก สีหน้าดูวิตกกังวล หวาดกลัวอะไรบางอย่าง

 

“ไม่ต้องบีบมือพี่แน่นขนาดนั้นก็ได้ พี่ไม่ได้จะปล่อยมือเราสักหน่อย”

 

ผมลองถามแซวแกดู หวังว่าแกจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้าง แต่เปล่าเลยครับ สีหน้าแกกลับดูกังวลมากขึ้น แล้วเม้มริมฝีปากตัวเอง

 

“ผมกลัว ตอนที่ผมเดินจับมือกับแม่ เป็นเพราะผมจับมือไว้ไม่แน่นพอ จนแม่เผลอปล่อยมือผมไป”

 

เสียงใสดูสั่นเครือ คนตัวเล็กหยุดเดิน ก้มหัวลงต่ำ ผมเห็นท่าทางไม่ค่อยดี เลยจูงมือแกเดินหลบออกฝูงคน ไปตรงริมทางเดินที่ไม่มีผู้คนสัญจรมากเท่าไรนัก

 

แล้วคุกเข่าให้เท่ากับความสูงของแก มองดูใบหน้าที่ยังคงก้มไม่สบตามองมาที่ผม มือเล็กยังคงจับมือผมแน่นไม่ปล่อย ผมยกมืออีกข้างช้อนคางแกขึ้นเพื่อให้ใบหน้านั่นเงยขึ้นมา แล้วมันก็เป็นเหมือนที่ผมคิดไว้จริงๆ

 

น้ำเสียงที่ดูสั่นเครือ ส่งผลให้น้ำตาจากดวงตากลมคู่นั่นใกล้จะเอ่อล้นออก

 

“อย่าร้องสิ…”

 

ผมเอานิ้วเกลี่ยน้ำตาที่กำลังไหลผ่านแก้มนวลนั่นสัมผัสมันออก แล้วใช้มือประคองใบหน้าคนตัวเล็ก ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาที่ไหลซึมตรงหางตา

 

“…..บอกแล้วไงว่าลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้หรอก เข้มแข็งไว้”

 

ผมยิ้มให้กับเด็กชายตรงหน้าผม หวังว่ามันจะช่วยให้เด็กคนนี้รู้สึกดีขึ้นบ้าง

 

ผมรู้สึกได้ว่าแกกำลังกลัว กลัวที่จะไม่ได้เจอแม่อีกครั้ง

 

“เป็นเพราะผม เพราะผมปล่อยมือแม่ ผมจะไม่ได้เจอแม่อีกแล้วใช่มั้ยฮะ”

 

น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกลัว จนผมรู้สึกได้ น้ำตาที่ผมคิดว่าถ้าช่วยเกลี่ยให้ไปแล้วมันจะหมดไป มันกลับไกลพรากออกมาเป็นสายธารซะแล้ว

 

ต้องทนฝืนเก็บอารมณ์เท่าไรกับเด็กคนนี้ ต้องทนฝืนไม่ร้องจนถึงตอนนี้เลยหรอ

 

แล้วผมที่เห็นสภาพน้องแกที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น บอกเลยครับผมอยากร้องตามเลย ผมบอกแล้วว่าผมแพ้น้ำตาเด็ก

 

แล้วดูท่าจะไม่หยุดร้องด้วย เอาไงดีว่ะ

 

แล้วผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา คงเริ่มสังเกตเห็นพวกผม ดูจากสภาพตอนนี้ใครเห็นคงนึกว่าผมทำเด็กร้องไห้ ผมไม่ได้นะว้อยย บางคนนี่หยุดมองแล้วมองดูผมดูด้วยสีหน้าไม่พอใจยังไงยังงั้น

 

แล้วเด็กคนนี้ก็น้ำตาไหลไม่หยุดเลยครับ ถึงจะไม่ส่งเสียงร้องออกมาก็เถอะ

 

ผมเลยดึงตัวแกเข้ามากอด ให้ใบหน้านวลนั่นซบเข้ากับอกของผม มือผมลูบสัมผัสผมนุ่ม ไปมาเป็นการปลอบประโลม

 

“ร้องออกมาให้หมด อย่าเก็บไว้….”

 

ผมก้มลงกระซิบข้างหูของคนในอ้อมกอดผม ได้ยินเสียงร้องไห้ดังออกมาในอ้อมกอดเป็นเสียงอู้อี้ มือเล็กขยุ้มเสื้อผมจนยับ

 

เอาให้เต็มที่น้อง ร้องออกมาให้ให้หมด ส่วนพี่ก็แค่ต้องไปซักเสื้อแล้วรีดใหม่เองแค่นั้นเอง ฮือ อยากร้องตามขี้เกียจซักผ้า ตอนแรกกะจะใส่อีกวันพรุ่งนี้ แต่ไม่น่าเหลือล่ะ น้ำหมูกน้ำตามาเต็ม รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นตรงหน้าอกเลย แล้ว่ใบหน้าเล็กดึงเสื้อผมมาเช็ดน้ำตา ยิ่งเปียกเข้าไปอีก

 

แต่อย่างน้อยผมก็หวังว่าการที่ร้องไห้ออกมาแบบนี้ มันอาจจะรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง ดีกว่าเก็บมันไว้จะร้องก็ร้องไม่ได้ ทรมานใจมากกว่า

 

ผมลูบหัวน้องเขาไปมา จนผมรู้สึกได้ว่าเสียงใสนั่นหยุดร้องแล้ว เลยค่อยดึงตัวแกออกจากอ้อมกอด ใบหน้านวลนั่นมีน้ำตาที่แห้งกรังตรงข้างแก้ม ดวงตากลมดูแดงไปหมดคงเป็นเพราะจากการร้องไห้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ผมใช้มือปาดน้ำตาที่ยังคงค้างคาตรงหางตากลม เกลี่ยให้มันจางหายไป แต่ดูท่าใช้มือเกลี่ยไม่น่าเช็ดได้หมด

 

“เนคไทด์ที่พี่ให้เราเช็ดตอนแรกอยู่ไหน”

 

เมื่อเจ้าตัวได้ยินดังนั้น ก็หยิบเนคไทด์ของผมออกจากกระเป๋ากางเกงขาสั้น แล้วยื่นให้ผม ผมรับมันมาแล้วเช็ดน้ำตาแล้วน้ำหมูกของแกจนสะอาด มองดูใบหน้านั้นที่ริ่งไปพลัน ไม่พูดโต้ตอบอะไรกับผม ใจหนึ่งผมก็อยากลากแกเดินผ่านฝูงคนเยอะๆแล้วรีบพาแกไปประชาสัมพันธ์โดยไว ใจหนึ่งก็กลัวว่าเดียวจะร้องไห้ตอนฝ่าฝูงคนเยอะรึเปล่า เพราะดูแกจะกลัวมาตอนผมจูงมือในช่วงที่คนเดินไปมาชุลมุน คงกลัวที่จะพลัดหลงกัน

 

ผมจับข้อมือเล็กของแกข้างขวาขึ้นมา ใช้เนคไทด์ที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของแกเอง พันข้อมือเล็กนั่น คนตัวเล็กดูตกใจในการกระทำของผม ดวงตากลมดูเบิกกว้างขึ้นมาทันที

 

“พี่ทำอะไรหรอฮะ”

 

เสียงใสเอ่ยถามกับผม ผมเงยหน้ามองแกไปพักนึง แล้วก้มลงพันข้อมือแกแล้วพันข้อมือข้างซ้ายของผมให้หมุนวนเป็นเลขแปดแล้ว จนข้อมือของเราทั้งคู่พันติดกัน คล้ายกับพวงกุญแจมือ ผมผูกมันให้แน่น แล้วยกขึ้นมองดูข้อมือเราสองคน ดวงตากลมมองดูผมอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมทำ

 

“ถ้าพันไว้แบบนี้……”

 

ผมใช้มือที่เราผูกติดกันคว้าจับมือเล็กให้กระชับแน่น

 

“…..แล้วยิ่งจับมือกันแบบนี้อีก รับรองไม่มีทางหลงแน่นอน พี่รับประกันเลย”

 

ผมส่งยิ้มให้แก หวังเพียงว่าแกจะรู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยในเมื่อแกกลัวว่าผมจะเผลอปล่อยมือแกล่ะก็ มันจะไม่มีทางเด็ดขาด ในเมื่อมือเราทั้งสองผูกติดเหมือนกุญแจมือแบบนี้

 

ดวงตากลมจ้องมองมาที่ผมสลับกับมองดูข้อมือของตัวเองที่ถูกผูกติดแน่น แล้วมือที่ถูกจับกับผม ใบหน้านวลคลี่ยิ้มบางออกมา จนดวงตากลมหรี่เล็กลง พยักหน้าลงหนึ่งที เหมือนว่าแกเข้าใจในสิ่งที่ผมสื่อออกไป ผมมองดูใบหน้าแกที่ส่งยิ้มมาให้

 

ผมบอกตามตรงนะว่าผมไม่ค่อยชอบเด็กหรอก แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ว่าผมนะชอบรอยยิ้มของเด็ก ถึงแม้จะไม่ชอบอยู่ใกล้ๆเท่าไร แต่ตั้งแต่รู้จักเด็กๆที่เคยเห็นมา เด็กตรงหน้าพบ ยิ้มได้น่ารักที่สุดที่เคยเห็นมา จนผมเผลอยิ้มตามไปด้วยเมื่อไรก็ไม่รู้

 

เมื่อผมเห็นว่าแกดูสบายใจขึ้นแล้ว ผมก็ลุกขึ้นหลังจากที่นั่งคุกเข่าเป็นเวลาหนึ่ง คือพอลุกขึ้นนี่รู้สึกปวดขาหน่วงๆยังไงไม่รู้ หรือผมจะแก่แล้วว่ะ เพิ่ง19เองนะเห้ย

 

ผมจับมือเล็กกระชับแน่น ตัดสินใจรีบพาแกเดินไปยังห้องประชาสัมพันธ์สักที ไม่รู้ว่าแม่เด็กคนนี้จะหาแกไปทั่วงานแล้วมั่ง

 

ผมพาแกเดินต่อไปเรื่อยๆ คอยมองดูแกเป็นระยะว่าแกยังคงอยู่ ถึงผมจะรู้ว่าแกที่ผมพูกข้อมือแกเข้ากับผมขนาดนี้ มันคงไม่หลุดไปง่ายๆหรอก แต่ก็ขอเช็กเพื่อความสบายใจของผมล่ะกัน

 

แต่สักพักผมก็รู้ได้ว่าคนตัวเล็กหยุดเดินจนผมที่กำลังก้าวขาเดินต่อต้องหยุดเดินไปพร้อมกับแกด้วย

 

“อ่าว หยุดทำไมอ่ะ”

 

ผมหันไปถามแก แล้วเห็นสายตาของแกมองไปยังคนขายน้ำตาลปั้นโบราณ ที่กำลังปั้นเป็นรูปทรง ตรงข้างหน้าแผงก็มีน้ำปั้นที่เสร็กแล้วปักเสียบอยู่ เป็นรูปทรงต่างทั้งดอกไม้ ผีเสื้อ ม้า และอีกหลายอย่าง

 

“อะไรอ่ะฮะ สวยจัง”

 

แกเอ่ยถามผม จ้องมองมันอย่างสนอกสนใจ ดูลุงคนขายทำน้ำตาลปั้น

 

ไม่เคยเห็นน้ำตาลปั้นหรอ

 

แต่ก็คงไม่น่าแปลกหรอกมั้ง เพราะจริงๆน้ำตาลปั้นก็ไม่ใช่ของขายทั่วไปด้วยสิ ส่วนใหญ่จะขายพวกงานแฟร์แบบนี้หรืองานวัด

 

แล้วรูปทรงมันก็ดูสวย จนไม่น่าแปลกที่เด็กคนนี้จะมองดูอย่างสนอกสนใจ เพราะเมื่อก่อนตอนเด็กๆผมยังไปจ้องดูเขาทำนานสองนาน จนแม่เห็นคงรำคาญเลยซื้อให้กินเลย

 

“น้ำตาลปั้นโบราณน่ะ เราไม่เคยกินหรอ”

 

เด็กชายส่ายหน้าใส่ผม ดวงตากลมยังคงจ้องมือดูลุงคนขายที่เริ่มปั้นเป็นรูปทรงขึ้นเรื่อยๆ

 

“อร่อยมั้ยฮะ รสชาติเป็นยังไงหรอฮะ”

 

แกถามผม แต่ยังคงจ้องมองไม่วางตา บางทีก็คิดนะว่าน้องลืมไปแล้วหรือว่าตัวเองหลงทางน่ะ

 

เฮ้อ แต่ก็คงเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ ที่จะสนใจอะไรแบบนี้สินะ แต่ตอนนี้ชักเสียวๆแหละว่าตังค์ผมอาจจะกระเด็นไปกับสิ่งนี้ยังไงชอบกล

เริ่มเข้าใจแม่แหละ ที่ซื้อให้เพราะคงอยากให้ผมเลิกสนใจ แล้วให้เดินต่อไปที่อื่นสักทีสินะ

 

“ก็รสชาติคล้ายอมยิ้ม แต่จะหวานกว่าหน่อยมั้ง อยากกินหรอ”

 

แกส่ายหน้าตอบผม แต่ตาก็ยังมองสิ่งนั้น แหม่ะ อยากกินก็บอกมาเหอะน้อง คงต้องซื้อให้แก แล้วจะได้พาแกไปประชาสัมพันธ์สักทีนะ

 

“เอาป่าวล่ะ เดียวพี่ซื้อให้”

 

แกหันมองมาที่ผม ดวงตากลมลุกวาวเป็นประกาย

 

“จริงหรอฮะ!!”

 

แล้วไหนไอ้เด็กคนไหนบอกไม่อยากกินว่ะ บางทีก็ไม่เข้าใจเด็กว้อย การกระทำตรงข้ามกับที่พูดนะน้อง

 

“ลุงครับงั้นเอาอันหนึ่งครับ”

 

ผมสั่งกับลุงคนขาย ลุงเงยหน้ามามองผม แล้วละการทำน้ำตาลปั้นในมือ

 

“เอาแบบไหนล่ะ จะเอาอันที่ทำไว้แล้วหรือสั่งทำรูปทรงอื่นๆล่ะ”

 

“เอาอันที่เสร็จแล้วก็ได้ครับเดียวผมคงต้องรีบไป”

 

ผมพูดกับลุงแล้วมองคนตัวเล็กที่กวาดสายตามองดูน้ำตาลรูปทรงต่างๆที่เสร็จแล้ว

 

“เราอยากได้แบบไหนล่ะ”

 

ผมเอ่ยถามแก แต่ดูเหมือนแกยังเลือกไม่ค่อยได้เท่าไร

 

“สวยหมดเลยฮะ ผมเลือกไม่ถูกเลย พี่ชอบแบบไหนหรอฮะ”

 

อ่าว ไหงมาให้ผมเลือกว่ะ น้องอยากได้อันไหนก็หยิบสิครับ จะได้รีบไป

 

“เลือกเลยสิ พี่ไม่รู้หรอกว่าเราชอบแบบไหน”

 

“แต่ผมอยากให้พี่เลือกนี่ฮะพี่เป็นคนซื้อให้ผม”

 

โธ่น้อง ดูมีน้ำใจเนอะ เห็นว่าผมเป็นคนจ่ายจะให้ผมเลือก คือน้องครับ เลือกไปเถอะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ยังไงพี่ก็ซื้อให้น้องกินอยู่ดี

 

ผมกวาดสายตาดูรูปทรงต่างที่ปักไว้ ก่อนไปสะดุดรูปทรงอีกาสีขาว ถูกปั้นไว้อย่างสวยงาม เห็นอีกาเป็นสีขาวแบบนี้ก็แปลกดีเหมือนกัน แล้วโดยส่วนตัวผมชอบสัตว์ชนิดนี้เป็นพิเศษอ่ะนะ

 

“งั้นอีกาเผือกอันนี้มั้ย สวยดี”

 

ผมหยิบมันขึ้นมาแล้วส่งให้แก แกรับมันมาแล้วหมุนไม้ไปมา พินิจมองดูน้ำตาลปั้นรูปอีกาอันนี้ แล้วก็คลี่ยิ้มเผยให้เห็นฟันขาว มองมันอย่างพอใจ

 

“ขอบคุณฮะ”

 

แกเอ่ยกล่าวขอบคุณกับผม ทั้งที่ดวงตายังมองน้ำตาปั้นในมืออย่างสนอกสนใจ ผมจ่ายเงินให้กับลุงขาย แล้วจับมือแกพาเดินออกจากโซนอาหารให้เร็วที่สุด ลักษณะถ้าอยู่นานกว่านี้ อาจมีเสียเงินไปอีก เงินของนักศึกษาไม่ได้มีเยอะนะครับ แล้วยิ่งต้องมาจ่ายค่าขนมให้เด็กหลงที่ไหนก็ไม่รู้

 

ระหว่างที่เดินกัน  คนข้างตัวผมก็จ้องดูน้ำตาลปั้นในมือโดยที่ไม่กินเลยด้วยซ้ำ

 

“ทำไมไม่กินล่ะ”

 

ผมถามแก แกหันมามองผม แล้วก็ไปจ้องมองน้ำตาลปั้นในมืออีกรอบ

 

“ถ้าผมกินแล้วมันก็จะหายไป ผมอยากให้มันอยู่เป็นแบบนี้ มันดูสวยดี”

 

น้องครับ ของกินไม่ได้เอาไว้ตั้งโชว์ เฮ้อ ถึงไม่กินยังไง มันก็ต้องละลายหายไปเองน้องมันไม่ใช้ของปั้นที่ทำจากเซรามิคหรืออิฐ

 

“กินไปเถอะ พี่ซื้อให้เรากินนะ ไม่ใช่เอาไว้มาถือเล่นไปมา”

 

ผมพูดอย่างเหนื่อยใจ รับมือกับเด็กนี่ยากจังว่ะ ผมไม่เคยเข้าใจสิ่งที่แกนึกคิดเท่าไรเลย แกมองดูน้ำตาลปั้นตัวเองสักพัก แล้วจู่ๆก็ส่งยื่นมาให้ผม

 

“งั้นพี่กินก่อนเลยฮะ”

 

“ทำไมล่ะ เราก็กินไปเลยสิ”

 

“ไม่ได้ฮะ พี่เป็นคนซื้อ พี่ต้องกินคนแรกฮะ”

 

เออ ตรรกะอะไรของน้องว่ะครับ คิดอะไรของเขาอยู่เนี่ย ผมเลยหยุดเดิน แล้วโน้มตัวเข้าใกล้แกที่ยื่นน้ำตาลปั้นมาใกล้ แล้วกัดคำเล็กๆตรงส่วนหัวของอีกา เมื่อน้ำตาลปั้นเข้ามาในปากผม รสชาติหวานแผ่กระจายไปทั่ว เป็นความหวานที่ไม่หวานมาก ละมุน ถือว่ารสชาติดีทีเดียว ก็ไม่ได้กินน้ำตาลปั้นมานานมากแล้ว เพิ่งรู้สึกว่ามันอร่อยดีเหมือนกันนะ เกือบลืมไปแล้วว่าความรู้สึกที่เคยกินมันเป็นยังไง มันอร่อยแบบนี้สินะ ตอนเด็กๆผมถึงได้ขอแม่เป็นประจำเวลาที่เห็น ใบหน้านวลฉีกยิ้มอย่างพอใจ แล้วกัดกินมันต่อจากผม ก่อนจะเบิกตาโตเมื่อได้สัมผัสรสชาติของน้ำตาปั้น

 

“อร่อยจังฮะ อร่อยกว่าอมยิ้มที่ผมเคยกินอีก”

 

แกหันมามองผมแล้วส่งยิ้มนั่นมาให้ผม ผมได้แต่ยิ้มตอบกลับแก มองดูแกที่อมน้ำตาลปั้นอย่างเอร็ดอร่อย มองไปมองมาเด็กคนนี้ก็น่ารักดีนะ ดูสีหน้ามีความสุขดีจังเวลาที่กิน จนไม่รู้ว่าผมเผลอยิ้มออกไปตอนไหนที่มองดูแก

 

เฮ้ยๆ เดียวๆ ผมต้องไปส่งแกที่ประชาสัมพันธ์นี่ว้าา แล้วผมจะหยุดเดินมองดูเด็กกินขนมทำไมว่ะ ไม่รู้ว่าแม่เด็กคนนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ตามหาไปทั่วงานแล้วมั้งเนี่ย

 

ผมจูงมือแกเดินจนมาถึงหน้าห้องกองระชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย ที่มีเด็กนักศึกษาอย่างผมนี่แหละที่เป็นดูแล คอยประกาศให้เลื่อนรถ หรือตามหาคนนี่แหละ มีแบบนี้เพื่องานนี้โดยเฉพาะ เพราะมันมีเด็กหลงแบบนี้น่าจะทุกปีแหละ

ผมหยุดยืนหน้าประตู มองไปยังคนข้างตัวที่ในมือกินน้ำตาลปั้นหมดไปเรียบร้อย

 

กินเสร็จเร็วชะมัด ผมคุกเข่าลงข้างตัวแก จัดการคลายปมเนคไทด์ที่ผูกติดมือเราสองคน

 

เอาจริงๆนะตลอดที่เดินฝ่างานมาเนี่ย คนจ้องมองดูมือเราทั้งคู่ตลอดทาง เขาคงคิดว่าผมกระทำอะไรทารุณกับเด็กเปล่าถึงได้ผูกติดเป็นกุญแจมือแบบนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเขาห้องไปแล้วคนในห้องประชาสัมพันธ์มันตกใจเอาครับ ผมเลยแก้ออกให้ก่อน อีกอย่างก็มาถึงที่แล้ว มันก็ไม่จำเป็นที่ต้องผูกต่อแล้วด้วย

 

เมื่อผมเปิดประตูเข้าไป ก็พบเห็นนักศึกษาหญิงสองคนกำลังพูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง อายุราวๆ30ปลายๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด แล้วเหมือนเสียงเปิดประตูที่ผมมันคงจะดังมากพอที่ทำให้ทั้งสามคนหันมามองที่ผมทั้งสองคน

 

“แม่…..”

 

เสียงแผ่วเอ่ยขึ้นจากคนข้างตัวผม ดวงตากลมเบิกกว้างทันที่เห็นผู้เป็นแม่ ผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าแม่ ดวงตาเบิกกว้างวิ่งเข้าหาตัวเด็กน้อย เข้าโผกอดทันที

 

“ไปไหนมาเจ้าตัวแสบ แม่หาเราแทบแย่”

 

เสียงสั่นเครือเอ่ยกับเด็กในอ้อมกอดของเธอ ผมได้ยินเสียงสั่นออกมาจากตัวเด็กคนนี้ ใบหน้านั่นซุกเข้าหาอกผู้เป็นแม่

 

“ผะ ผม…ผมขอโทษฮะ ผมขอโทษ ที่ปล่อยมือแม่”

 

เสียงใสพูดคำว่าขอโทษไม่หยุด แล้วได้ยินเสียงสะอื้นที่ให้ผมคาดเดาแกคงร้องไห้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผมจ้องมองดูสองแม่ลูกที่ลงนั่งกอดกันกลม โดยผู้เป็นแม่กอดแล้วลูบหัวอย่างปลอมประโลม

โดยหวังว่าเด็กในอ้อมกอดจะหยุดร้องแต่ดูท่าความกลัวที่สะสมมาตลอดเมื่อเจอแม่แล้ว

คงยากที่จะหยุดร้อง ขนาดตอนอยู่กับผมกว่าจะหยุดร้องได้เล่นเอาเหนื่อยไปเหมือนกัน

 

“ไม่เป็นไรจ๊ะ แม่อยู่นี่แล้วนะ…”

 

เสียงหวานเอ่ยปลอบ ดวงตามองดูคนในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะพลันหันมามองผม ที่จ้องมองดูเงียบๆ

 

“หนูคงช่วยลูกน้าไว้ ขอบใจมากนะจ๊ะ”

 

เธอเอ่ยเสียงเรียบคลี่ยิ้มบางให้ผม ผมได้แต่ยิ้มตอบอย่างเดียวให้กับเธอ สักพักผมก็ได้ยินเสียงร้องไห้นั่งนิ่งไป เธอมองเด็กน้อยในอ้อมกอด ดวงตากลมปิดสนิทไปแล้ว นี่ร้องไห้จนเหนื่อยสลบไปเลยหรอน้อง แต่ก็พอเข้าใจแหละว่าคงเหนื่อยและเครียดมาทั้งวัน พอเจอแม่แล้วมันคงหายเครียดแล้วเหนื่อยหลับไป

 

“มาหลับได้ไงเนี่ยเจ้าตัวแสบ แล้วแม่จะอุ้มเรากลับไปที่รถยังไง”

 

เธอพูดพึมพำมองดูคนตัวเล็กที่หลับแน่นิ่งในอ้อมกอดเธอไปเป็นที่เรียบร้อย

 

“เดียวผมอุ้มไปส่งให้ครับ”

 

ผมลงตัวนั่งข้างกับเธอ เธอหันมามองผมแล้วพยักหน้าแล้วอุ้มย้ายตัวเด็กคนนี้มาให้ผม ผมช้อนคนตัวเล็กขึ้นมาอุ้ม มองดูใบหน้านวลที่หลับพริ้มไปเป็นที่เรียบร้อย หลับสบายใจเลยนะ แล้วตัวแค่นี้ ทำไมหนักจังว่ะ

 

ผมค่อยๆพยุงตัวเองยืนขึ้นไปพร้อมๆกับอุ้มแกด้วย

 

“งั้นเดียวตามน้ามาที่รถนะ”

 

เธอหันมามองดูผม ส่งยิ้มให้กับผมอีกครา แล้วหันไปขอบคุณสองสาวประชาสัมพันธ์ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับผม

 

ระหว่างที่เดิน ผมก้มมองดูคนตัวเล็กที่หลับสนิทไม่ไหวติง น่าจะหลับลึกจริงๆนะเนี่ย หลับตาปิดสนิท มองไปมองมามันก็ดูน่ารักดีนะ ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเด็กคนนี้หน้าตาดีสมกับเป็นดาราเด็กจริงๆแหละ ผิวขาวเนียน ริมฝีปากอมชมพูที่เผยอริมฝีปากออกมาเล็กน้อย ขนตาที่ยาวจนผมยังคิดว่านี่เด็กผู้ชายจริงๆหรอเนี่ย ขนตายาวกว่าผู้หญิงอีกครับ

 

สักพักคนในการควบคุมผมพลิกตัวเข้าชนหน้าอก จะพลิกตัวก็ให้สุ้มให้เสียงหน่อยสิ เกือบเผลอตั้งตัวไม่ทัน จะทำหล่นแล้ว ถ้าเด็กคนนี้หล่นลงไป ได้โดนแม่น้องเขาฆ่าเอาแน่ครับ ใบหน้านวลชุกเข้ากับอกผม มือเล็กนั่นขยุ้มเสื้อตรงหน้าอกผมเบาๆ

 

“อร่อยจัง อยากกินอีก….”

 

ผมได้ยินเสียงพึมพำจากน้องเขาอย่างแผ่วเบา

 

ละเมอหรอ

 

โธ่ ละเมอยังคิดถึงน้ำตาลปั้น เด็กหนอเด็ก

 

ผมเผลออมยิ้มกลั้นขำกับความไร้เดียงสาของเด็กคนนี้ไม่ได้เลยจริงๆ

 

“พี่ชาย….”

 

เสียงใสยังคงเอ่ยออก แล้วคิดว่าน่าจะพูดถึงผม

 

“ขอบคุณครับ….”

 

คนตัวเล็กเอ่ยอย่างแผ่วเบา แต่ผมกลับได้ยินมันชัดเจน ผมก้มมองดูแก หัวใจผมเต้นรัวอย่างน่าประหลาด เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แต่ผมก็เผลอยิ้มไปกับมันซะแล้วสิ

 

เด็กขี้แงเอ๊ย เป็นเด็กหลงที่ทั้งขี้แง ขี้กลัว แล้วมั่นใจในตัวเอง ปากดีในบางที

 

แล้วยังทำให้ผมรู้สึกว่าเด็กคนนี้

 

ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ

 

ผู้เป็นแม่ของเด็กคนนี้เดินนำผมจนมาหยุดที่รถเก๋งสีขาว เปิดประตูรถให้ผมนำร่างเล็กนี่นอนแผ่หราไปกับเบาะแล้วปิดประตูรถเบาๆ กลัว่าถ้าปิดเสียงดังเดียวแกจะตื่นเอา

 

“ขอบคุณมากนะจ๊ะที่ช่วยลูกน้า ถ้าไม่ได้หนู น้าต้องแย่แน่ๆเลย”

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยินดีช่วย”

 

จริงๆตอนแรกก็ไม่ได้ยินดีขนาดนั้น โดนแกมๆบังคับเหมือนกัน

 

เธอส่งยิ้มมาให้ผมอย่างขอบคุณ

 

“งั้นน้าไปก่อนนะจ๊ะ”

 

เธอพูดขึ้น ผมรีบยกมือไหว้เธออย่างเป็นมารยาท เธอยกมือไหว้ตอบแล้วจะเดินไปยังอีกฝั่งของตัวรถ

 

“เออ….ก่อนไป ผมขอรู้ชื่อเด็กคนนี้ได้มั้ยครับ วันนี้แกพูดว่าอะไรไม่รู้บอกตัวเองเล่นละครชื่อส้มฉุน”

 

ผมเอ่ยถามออกไป ไม่รู้เหมือนกันทำไมถึงถามออกไปแบบนั้น รู้แต่ว่ามันค้างคาในใจอยากที่จะถามออกไป เหมือนถ้าไม่ได้รู้จะนอนไม่หลับยังไม่รู้

 

“อ่อ มันเป็นตัวละครที่แกเล่นนะจ๊ะ ช่วงนี้คนเรียกแกชื่อนี้บ่อย จนบางทีแกก็ไม่ค่อยอยากบอกชื่อตัวเองแล้ว หนูไม่ได้ดูละครที่แกเล่นหรอ”

 

ผมส่ายหน้าตอบไป เธอยกยิ้มหัวเราะเล็กน้อย

 

“เด็กคนนี้ชื่อ….”
.
.
.
.
.

นั่นสินะ

 

ชื่ออะไรนะ

 

เธอพูดว่าอะไรนะ

 

ผมค่อยๆปรือตา รู้สึกเหมือนมีอะไรหน่วงๆที่ตายังไงชอบกล

 

ฝันหรอ ทำไมผมถึงฝันเรื่องที่นานมากมาแล้ว

 

ผมกระพริบตาหลายทีจนดวงตาเบิกได้เต็มที ค่อยๆยกใบหน้าขึ้นจากการที่ก้มนอนไปกับโต๊ะของร้านกาแฟ แล้วก็สายตาของผมก็เห็นว่ามีคนบางคนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม จ้องมองมาที่ผมคลี่ยิ้มบางที่ผมคุ้นเคยส่งมาให้ผม

 

“ทอม..”

 

“ตื่นแล้วหรอฮะ ผมก็นึกว่าพี่จะหลับจนร้านปิดสักอีก”

 

เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นกับผม นี่ผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไรว่ะ จำได้ว่าเข้ามาสั่งกาแฟรอคนตรงหน้าผม แต่ไม่รู้เพราะอะไรที่ก้มตัวลงไปหลับซะแล้ว อาจเป็นเพราะวันนี้ผมคงจะรู้สึกเหนื่อยๆมั้ง

 

“ทำไมไม่ปลุกพี่ล่ะทอม”

 

ผมพูดขึ้น พลางสะบัดหัวเล็กน้อยไล่ความง่วง แล้วยกมือป้องหาว

 

“ก็เห็นหลับสบายเลยไม่กล้าปลุกนี่ฮะ”

 

ทอมพูดขึ้น แล้วยกดื่มชาเย็นที่เพิ่งสั่งมา ผมจ้องมองดูใบหน้าหวานที่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย

 

“แว่น ทำไมวันนี้ใส่แว่นล่ะ”

 

ผมมองดูใบหน้าหวานที่มีแว่นตารูปทรงกลม ประดับอยู่บนใบหน้า ดูลุคเปลี่ยนไปเหมือนกันนะ จนตอนแรกผมตื่นขึ้นมานึกว่าใครที่ไหนมานั่ง มองดูดีๆก็เห็นเป็นทอม

 

“อ่อ วันนี้ผมไปอัดพลงมาฮะ แล้วมันต้องอ่านโน้ตกับเนื้อเพลง ผมสายตาสั้นนิดหน่อยเลยต้องเอามาใส่เวลาอ่านนะฮะ สงสัยรีบออกมาหน่อยเลยลืมถอด”

 

ทอมทำท่าจะเอาแว่นตาออก แต่ผมยกมือห้ามแกไว้

 

“ไม่ต้องเอาออกหรอก”

 

“อ่าว ทำไมล่ะฮะ”

 

“พี่ว่าเหมาะดีนะ น่ารักดี”

 

ผมเอ่ยชอบไปตามจริง ก็มันดูน่ารักดีนี่น้าา เมื่อเห็นใบหน้าหวานใส่แว่นกลมแบบนี้ ก็ดูลุคเป็นเด็กลงไปเยอะ แต่ท่าทางอีกฝ่ายจะนิ่งไปทันทีที่พูดขึ้น ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย แล้วเหล่มองไปทางอื่นไม่สบตามองผม

 

แล้วอีกสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่อยากให้ถอด ผมอยากเห็นปฎิกิริยาแกเขินนี่แหละครับ เวลาที่ใบหน้าขาวนั่นมีสีแดงขึ้นข้างแก้ม มันทำให้ผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน ผมยกยิ้มขึ้นมุมปากมองดูคนตัวเล็กที่ก้มหน้างุดลงไปแล้ว

 

“ละ แล้ววันนี้ พี่ไม่จำเป็นต้องนัดผมเลยนี่ฮะ ยังไงผมก็ตามไปที่ร้านเลยก็ได้นี่ฮะ”

 

ทอมพูดขึ้น เงยหน้าเหล่มองผมเล็กน้อย ที่จริงที่ผมนัดทอมวันนี้ก็เพราะวันนี้เป็นวันที่ผมมีงานมินิคอนที่ผับเป็นครั้งแรกครับ เพราะหลังจากที่เพลงไม่มีตรงกลางถูกปล่อยออกไปกระแสตอบรับก็ดีมาก จนผมได้เปิดตัวเป็นนักร้องเต็มตัวของค่ายเป็นที่เรียบร้อย แล้วก็มีงานคอนเสิรต์ของตัวเองเป็นครั้งแรกด้วย แล้วพอทอมรู้ ก็แสดงความยินดียกใหญ่บอกจะไปดูผมให้ได้ ทีแรกทอมจะตามไปหาผมที่ร้านเลย แต่ผมเห็นว่าร้านมันค่อนข้างไกล แล้วทอมน่าจะเดินทางลำบากเพราะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ผมเลยบอกให้แกนั่งรถไปมาลงที่บริษัทผม แล้วเดียวนั่งรถไปกับผมเลย ตอนแรกทอมก็ปฎิเสธเกรงใจเต็มที แต่ผมก็พูดจนแกยอมมาให้นั่นแหละครับ

 

ก็แค่ขู่ว่าถ้าไม่ไปด้วย จะเอาแบร์บริคที่ให้ไว้คืน เท่านั้นแหละ ยอมเลยแหะ

 

ดูท่าทอมจะชอบแบร์บริคที่ผมให้มาก ผมมารู้ตอนหลังด้วยว่าผมเป็นสาเหตุที่ทำให้แกบ้าแบร์บริคไปแล้วด้วย เห็นว่ามีสะสมเป็นสิบตัวเลย ผมไม่นึกว่าแกจะบ้าแบร์บริคไปขนาดนั้น แต่ก็เอาเหอะถ้าทอมชอบ ผมก็ดีใจนะที่ชอบมันขนาดนี้

 

“พูดอีก เดียวเอาคืนเลยนะ ไอ้ตัวที่ห้อยตรงกีตาร์นั้นอ่ะ”

 

ผมพูดขู่อีกรอบ จนทอมต้องมองดูแบร์บริคไปมา แล้วก้มหน้างุดลงไป แล้วเม้มปากเข้าหากัน

 

“เข้าใจล่ะฮะ”

 

เสียงใสเอ่ยแผ่วเบา ก็ไม่ได้ตั้งใจอยากขู่แกหรอก ไหนๆไปทางเดียวกันมันก็สะดวกดี จะได้เสร็จงานไปส่งเด็กคนนี้กลับบ้านด้วย

 

สักพักผมสังเกตเห็นผู้หญิงสองคนน่าจะวัยกลางคนแล้วล่ะ หันมามองผมกับทอม แล้วกระซิบคุยกัน แล้วดูท่าจะจ้องมองมาที่ผมกับทอมนานแล้วด้วย ก่อนที่ทั้งคู่จะลุกขึ้นแล้วเดินมาที่โต๊ะผม แล้วเดินมาสะกิดหลังทอมเบาๆ

 

“ขอโทษนะจ๊ะ หนูใช่ทอม ที่สมัยเด็กๆเคยเล่นเป็นส้มฉุนใช่มั้ย น้าเห็นว่าหน้าคุ้นๆ แล้วดูหน้าเราไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากเด็กเลย”

 

เธอพูดขึ้น ทอมหันไปมองที่พยักหน้ารับ เออ เดียวนะ ถ้าได้ยินไม่ผิด น้าเขาพูดว่า

 

ส้มฉุนหรอ…..

 

ทำไม

 

คุ้นๆจังว่ะ

 

เหมือนเคยได้ยินที่ไหน

 

ในฝัน

 

“ใช่ฮะ ผมเองฮะ”

 

ทอมฉีกยิ้มกว้างมองดูผู้หญิงทั้งสองคน เธอดูดีใจแล้วรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋า

 

“แหม่ดีจัง น้าชอบเราเล่นมากเลย ตอนนั้นหนูเล่นน่ารักมากเลย เดียวขอถ่ายรูปหน่อยนะจ๊ะ”

 

เธอพูดแล้วส่งมือถือให้กับเพื่อนให้ถ่ายรูปคู่ให้ ผมมองดูทั้งสามคนถ่ายรูปกัน ในขณะที่หัวผมกำลังทำงาน ความทรงจำที่ผมเกือบลืมมันไปแล้ว ความทรงจำที่ผ่านมานานเกือบ15ปี ค่อยๆเผยออกมาผสมกับความฝันที่ผมฝันไปเมื่อกี้ ยิ่งทำให้ในหัวผมรู้สึกงุงงง

 

ได้ยินคำพูดจากใครคนหนึ่งนานมากแล้ว

 

‘…มีคนขอผมถ่ายรูปตลอดเลย แถมชอบเรียกผมว่าส้มฉุนๆตลอดเวลา….”

 

มันจะบังเอิญเป็นคนเดียวกันขนาดนั้นเลยหรอ

 

มันจะบังเอิญไปมั้ย

 

ไม่ม้างง คงไม่น่าใช่หรอก

 

เมื่อทอมถ่ายรูปเสร็จเรียบร้อยก็ลงนั่งเก้าอี้เหมือนเดิม แล้วมองผมที่แน่นิ่งไปแล้ว

 

“พี่เอ๊ะ เป็นอะไรไปครับ ทำไมจ้องผมนิ่งขนาดนั้น”

 

ผมออกจากภวังค์ความคิด พินิจมองใบหน้าของคนตรงหน้า ผมอาจจะจำหน้าเด็กคนนั้นไม่ได้ชัดมากนั้น แต่ยังคงจำได้ทุกเรื่องราวที่ผมเคยทำให้เด็กคนนั้น

 

“ทอม…ถามจริงๆเคยหลงทางมั้ย สมัยเด็กๆอ่ะ”

 

“ทำไมล่ะครับ?”

 

“เออ ตอบมาเหอะ”

 

ทอมนิ่งคิดไปชั่วครู่ แล้วจ้องมองผมอย่างไม่ค่อยเข้าใจ

 

“เคยครับ แต่มันนานมากแล้ว ตั้งแต่สมัย8-9ขวบมั้งครับ จำได้ว่าผมหลงทางที่งานในสักงาน แล้วมีคนมาช่วยผมไว้ แล้วก็จำได้แค่นี้ล่ะครับ…”

 

ดวงตาผมเบิกกว้าง ไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ทอมพูดมันจะเป็นเรื่องจริง

 

“แล้วส้มฉุนนี่คือ…”

 

“ผมเคยเล่นเป็นดาราเด็กครับ แหะๆ แต่ก็นานมากแล้วก่อนผมไปLA แต่ตัวละครที่ผมเล่นแล้วมีคนจำได้ ก็ ‘ส้มฉุนในเรื่องมยุราน่ะครับ’”

 

อืม

 

ชัด

 

ชัดเจน

 

ผมนี่อึ้งไปเลยครับ อึ้งยิ่งกว่าตอนหลงทางในแอลเอเมื่อตอนนั้นอีกครั้ง

 

ช็อคจนพูดไม่ออก

 

ผมมองดูใบหน้าหวานที่มองผมอย่างไม่เข้าใจว่าผมจะถามเผื่อ

 

แต่ว่ามันทำให้แน่ใจมาก ว่าเด็กที่ผมเคยช่วยเมื่อสิบห้าปีก่อนจะมานั่งอยู่ตรงหน้าผม แถมกลับกันเขาก็มาช่วยผมที่เคยหลงทางที่แอลเอด้วย

 

โลกกลมไปมั้ยว่ะ

 

กลม

 

กลมชิบหายย

 

จนผมอยากขยี้หัวไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย

 

“ว่าแต่….ถามผมทำไมหรอครับ?”

 

เสียงของทอมทำให้หันมอง นั่นสินะ

 

ถามเพื่อความแน่ใจไงทอม

 

ว่าครั้งหนึ่งเราเคยเจอกันมาก่อน

 

“ไม่ต้องสนหรอก ไปเถอะ เดียวรถติด”

 

ผมเบี่ยงประเด็นที่จะตอบแล้วลุกจากเก้าอี้ ทอมลุกขึ้นตามผม แล้วจับข้อมือผมไว้ จนขาผมหยุดชะงัก

 

“ทำไมพี่ไม่ตอบผมล่ะครับ มันทำให้ผมสงสัยนะ”

 

ใบหน้าหวานขมวดคิ้วชนกัน สีหน้าเต็มไปด้วยเครื่องคำถามส่งผม

 

ผมได้แต่ยิ้มตอบ แล้วจับมือทอมให้คลายออกจากข้อมือผม แล้วผมเปลี่ยนเป็นจับมือทอมแทน สัมผัสมือนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยได้สัมผัสมันมาก่อน

 

“นั่นสินะ ไว้สักวันจะเล่าให้ฟังนะ…ถึงเรื่องราวของเรา”

 

ผมได้แต่ส่งยิ้มตอบมองดูใบหน้าหวานที่เบิกตากลมมองผมอย่างงงงวย

 

ผมรู้ว่าทอมอาขจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูด แต่ตอนนี้ผมขอหาเวลาปรับตัวกับความจริงที่ได้พบวันนี้หน่อยนะ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นว่ะ เอาจริงๆผมลืมเรื่องในวันนั้นไปเกือบหมดแล้ว

 

แล้วอยู่ๆก็กลับมาฝันเรื่องราววันนั้น ยังกับฟ้าดลบันดาลให้ยังไงยังงั้น

 

ไม่เคยคาดคิดว่าเราจะเคยเจอกัน

 

ไม่เคยคาดคิดว่าเราทั้งสองจะโคจรมาเจอกันได้เลย

บางทีมันอาจเป็นโชคชะตาคงกำหนดมาแล้วสินะ

ให้ผมกับทอมมาเจอกัน ผมช่วยเขา เขาช่วยผม

แล้วอยู่ๆความทรงจำบางอย่างเคลื่อนผ่านมาในหัว ได้ยินคำพูดหนึ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่าทอมคือเด็กที่ผมเคยช่วยไว้เมื่อสิบห้าปีก่อน เป็นเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีใบหน้าคล้ายกับคนตรงหน้าผมไม่ผิดเพี้ยน

 

“เด็กคนนี้ชื่อ ทอม….”

 

 

THE END


 

TALK

มาแก้คำผิด มาอ่านอีกรอบ อื้มผิดบาน แต่งตอนตีหนึ่งจะเบลอก็ไม่แปลก แถมมารู้ตัวด้วยว่าลืมเอาไปใส่ในสารบัญ วันนี้ต้องบอกว่าเรื่องแล่นชิวมาก ดีใจโคตรๆน้ำตาจิไหล ฮือๆ หวังว่าวันที่20มันจะต้องพีคกว่านี้แน่นอน

ตอนพิเศษนี้จะเป็นการจบเรื่องLA อย่างสมบูรณ์คงไม่มีต่ออีกแล้วเพราะเดิมทีตั้งใจให้เป็นเรื่องสั้นอ่ะเนาะ ถามว่าจากนี้ทั้งคู่เป็นแฟนกันมั้ยยังไง ตอบเลยว่ายังค่ะ ถ้าจะให้เราแต่งให้เป็นแฟนกันจริง น่าจะแต่งถึงตอนที่50 5555 เพราะเรื่องความสัมพันธ์เราเน้นพื้นฐานความเป็นชีวิตจริงเกือบห้าสสิบเปอร์เพราะฉะนั้น ฟิคนี้จึงไม่วายมาก อ่านได้ทุกวัยนะจ๊ะ

ส่วนไรต์ก็ขอตัวไปแก้บนที่ได้บนไว้ว่าถ้ามีไลฟ์19นี้จะอัพฟิคที่ดองไว้ทุกเรื่อง ฮือ ตายแน่ๆ คิดว่าฟิคต่อไปที่จะเอามาลงน่าจะเป็นวังจิรากร ถ้าใครไม่เคยอ่านไปเสิชเด็กดีได้ จะไม่เคยอ่านก็ไม่แปลกเพราะไรต์ลงไปสามตอนแล้วดองมาสองเดือน (เลว) 5555

สุดท้ายอ่านแล้วเมนต์สักนิดเป็นกำลังใจให้ไรต์หน่อย หรือเข้า#ฟิคLA มาเมนต์คุยกันก็ได้น้าา ถือว่าขอปิดมหากาพย์ฟิคLA  อย่างเป็นทางการ ขอบคุณทุกคนที่เมนต์ บางคนเมนต์มายาวมากๆ จนเราตกใจเลย ตอนอ่านเมนต์เขิลไปถึงอังคาร ขอบคุณมากจริงๆค่ะ รวมถึงรูปประกอบฟิคนี้ด้วย ไม่เคยคิดจะมีคนมาวาดให้ แล้วพอวาดออกมา โคตรน้าเลยนี่แหละน้าฉันน 5555 แล้วเจอกันใหม่ฟิคหน้าๆฝากติดตามด้วยน้าา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Until we meet again (First time we met Extra)

คุณเคยคิดมั้ยว่า ชีวิตนี้ความฝันของคุณมันจะเป็นจริงขึ้นมา ฝันที่ไม่เคยคิดว่าชาตินี้จะทำมันได้สำเร็จรึเปล่า

ผมก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่เคยคิดว่าคงไม่มีทางทำสำเร็จหรอก ตอนเด็กๆเมื่อมีคนถามว่าอยากเป็นอะไร แน่นอนเพื่อนๆของผมมักจะตอบว่า เป็นครู พยาบาล หมอ ตำรวจ ล้วนแต่เป็นอาชีพที่น่ายกย่อง แต่รู้มั้ยผมไม่มีอาชีพเหล่านั้นอยู่ในหัวเลย สุดท้ายพอผู้ใหญ่ถาม ผมก็ต้องตอบตามเพื่อนว่าผมอยากเป็นอะไรในหนึ่งอาชีพที่ผู้ใหญ่คาดหวังอยากให้ตอบ แม้ในใจผมลึกๆอยากเป็นนักร้องก็ตาม แต่ผมกลัว กลัวว่าถ้าบอกไปพวกเขาจะหัวเราะให้ผม และคงคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด พอผมโตขึ้นผมพยายามหาสิ่งที่เหมาะกับผมที่สุด เพื่อเลือกเดินทางต่อไปในเส้นทางอนาคต และผมก็เลือกสิ่งที่ผมชอบที่สุด ก็คือเสียงเพลง ผมเลือกเรียนด้านRecording Production เพราะหวังว่าคงได้ทำงานเกี่ยวกับเพลงที่ชอบ ถึงแม้จะได้เป็นเบื้องหลังก็ตาม แต่ขอแค่ให้มันเกี่ยวกับเสียงเพลง ผมก็เลือกที่จะทำ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เป็นนักร้องอยู่เบื้องหน้า มีผู้คนชมผมเลยสักนิด เป็นความฝันที่ไกลตัว ฝันที่คิดว่าคงไม่มีทางเป็นจริง ไม่เคยมีใครบอกผมว่าผมจะสามารถทำได้ ผมเก็บมันไว้ในใจ เก็บมันไว้ในส่วนลึก กับความฝันที่ผมเลือกไว้เป็นเพียงแค่งานอดิเรกที่เล่นสนุกกับเพื่อนก็พอ

จนวันนั้นที่ผมได้เจอเขา เขาที่ส่งยิ้มให้ผม ยิ้มกว้างที่อบอุ่น ทั้งขี้หลีชอบแอบมองสาว ทำตัวมึนๆ ป้ำๆเป๋อๆ บางทีก็ตลก ทำให้ผมเผลอหัวเราะทุกทีเวลาเห็นเขาเป็นแบบนั้น แต่ทันทีที่เขาร้องเพลงราวกับเปลี่ยนไปอย่างคนละคน ทรงพลัง ไพเราะ สะกดคนฟังทุกคนให้อยู่ในมนต์สะกด รวมถึงผม

เป็นคนแปลกหน้าที่เจอกันครั้งแรก แต่เราพูดคุยกันได้อย่างไม่เคอะเขิน

เป็นคนแปลกหน้าคนแรกที่ทำให้ผมรู้ใจตัวเองว่าต้องการอะไรมาตลอดชีวิต ไม่เคยมีใครบอกว่าผมทำได้ แต่เขาบอกว่าผมทำได้ เขาชมผม

เขาบอกผมว่าไม่มีอะไรยากเกินตัวผม

และตอนนี้ ผมยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย จับจ้องมาที่ผมและเพื่อนร่วมวงอีกสองคนบนเวทีในผับหรู มือผมได้ถือไมค์ร้องคลอกันไปกับเพื่อน ในฐานะนักร้องอย่างเต็มตัว มีค่ายเพลง และอีกไม่นานก็จะมีเพลงของพวกเรา เป็นความฝันที่เป็นจริง ไม่เคยได้คาดคิดว่าจากการอัดเพลงเล่นๆร้องในยูทูป ทำให้ผมมาไกลได้ถึงเพียงนี้ ได้กลับมาเมืองไทย ได้มาเป็นนักร้องอย่างที่ฝัน ได้ยืนร้องเพลงเล่นคอนเสิร์ตบนเวทีในผับชื่อดังใจกลางเมือง

ผมอยากให้เขามาเห็นผมในตอนนี้ อยากบอกกับเขาว่าผมทำสำเร็จแล้วนะ

ผมทำได้แล้ว

พี่เอ๊ะ….เห็นผมมั้ยครับ

ผมเป็นนักร้องได้แล้วนะ

 

“แล้วพวกเราRoom39 ขอบคุณทุกคนมากนะคะ/ครับ ที่มาฟังพวกเราในวันนี้ ขอบคุณค่า/คร้าบบ”

เสียงของพวกเราในวงกล่าวจบคอนเสิร์ตในผับวันนี้ เสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดดังไปทั่วร้านตะโกนบอกให้เอาอีก ราวกับรางวัลที่ตอบแทนพวกผม แค่เสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดมันก็ทำให้ผมมีความสุขมากได้ขนาดนี้เลยหรอ ยิ่งกว่าเงินค่าจ้างก็คือสิ่งเหล่านี้ มันทำให้ผมมีความสุข ความสุขที่ได้เป็นนักร้อง ได้ร้องเพลงที่ชอบมีผู้คนชื่นชอบเสียงของพวกเรา

ยิ่งกว่าฝันแล้วสินะ

พวกเราสามคนเดินลงมาจากเวที แล้วเดินไปยังห้องแต่งตัว ต่างคนต่างรีบไปดื่มน้ำที่ทางร้านจัดมาให้ ผมจัดการทิ้งตัวเองลงบนเก้าอี้เพื่อพักเหนื่อย หยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงมาเช็ดเหงื่อ วันนี้ถือเป็นคอนเสิร์ตแรกในไทยเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่ที่พวกผมได้กลับมาเมืองไทยแล้วเซ็นสัญญากับค่ายเพลง วันนี้ถือเป็นวันเปิดตัวพวกเรา วงRoom39อย่างเป็นทางการในฐานะนักร้อง และเป็นการรับงานครั้งแรกด้วย ไม่แปลกที่พวกเราจะดูเหนื่อยและคอแห้งไปตามๆกัน เพราะพวกเราทุ่มสุดตัว ถึงแม้จะเป็นคอนเสิร์ตในผับก็ตาม

“เป็นไงเหนื่อยมั้ย ทอม”

พี่โอหรือพี่แว่นใหญ่พี่โตสุดประจำวงเอ่ยถาม ผมพยักหน้าลงเล็กน้อย

“เหนื่อยแต่ก็สนุกดีฮะ”

ผมตอบไปตามจริง ที่การได้ทำสิ่งที่ชอบมันกลับสนุกมากจนลืมว่าตัวเองเหนื่อยแค่ไหน เพราะมันเป็นสิ่งที่ชอบต่อให้เหนื่อยมากกว่านี้ ผมก็รักที่จะทำมัน ผมล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบบางสิ่งออกมาจากกระเป๋า มองดูสิ่งในมือผมที่เป็นทั้งเครื่องราง และเป็นของนำโชคให้ผม เป็นพวงกุญแจหมีBearbrick ที่ส่งยิ้มกว้างอารมณ์ดี พลางให้นึกถึงใครบางคนเมื่อสองปีก่อน ที่ไม่รู้ว่าชาตินี้ผมจะได้เจอเขาอีกครั้งรึเปล่า

“Bearbrick ตัวนี้อีกล่ะ เจ้าคนบ้าBearbrick นี่หล่อนพกไปทุกทีเลยหรอย่ะ”

เสียงทุ้มห้าวจากผู้หญิงเพียงคนเดียวในวงที่ไม่ต้องเดาว่าเป็นใคร นอกจากพี่มนหรือเจ๊มนที่ผมชอบเผลอเรียกแกว่าเจ๊บ่อยๆ ด้วยลักษณะท่าทางที่ดูมาดแมนแล้วห้าวเกินกว่าผู้หญิงปกติ เผลอๆดูแมนกว่าผมอีก พี่มนชอบแซวผมเรื่องพวงกุญแจพวกนี้เป็นประจำ อาจจะเพราะผมพกมันไปทุกทีจนแกเห็นคงจะรำคาญเอาบางที แถมผมชอบเอามันมาถือแล้วนั่งเหม่อมองบ่อยๆ จนพี่เขานึกว่าผมเป็นบ้าไปแล้ว ก็ช่วยไม่ได้นี่ครับในเมื่อมันพกติดตัวมาตลอด ถ้าอยู่ๆมันหายไปหรือไม่ได้พกติดตัวไว้ คงรู้สึกไม่อุ่นใจเท่าไร เป็นของนำโชคที่มีคนเคยให้ไว้ แล้วผมไม่อยากให้มันห่างตัว ให้มันนำโชคผมในทุกเรื่อง ในเวลาที่ผมต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกก็ยังดี

“มันก็เรื่องของผม เจ๊เกี่ยวไรด้วยล่ะ”

“หนอยยย อย่ามาเรียกฉันว่าเจ๊นะยะ อีทอมม!! อีบ้าา เชอะ ไม่ยุ่งด้วยแล้วว”

แล้วพี่แกก็เดินสะบัดก้นไปนั่งเก้าอี้อีกฝั่ง แถมทำเสียงแหลมปรี๊ดบ่นเรื่องผมกับพี่โอยกใหญ่ จนพี่โอต้องบอกให้ใจเย็นลง ผมก็ไม่ได้อยากตอบกวนตีนพี่เขาหรอกครับ แต่สงสัยนิสัยขี้กวนผมมันทำงานได้เป็นอย่างดีกับพี่มนเป็นพิเศษ เวลาได้แกล้งพี่เขาก็สนุกดี ผมมองพี่แกแล้วอดที่จะขำไม่ได้ ดูๆ ยังไม่เลิกบ่นอีก จนพี่โอต้องตบบ่าเพื่อให้หยุดบ่นเสียที

“แกร๊ก”

เสียงประตูดังขึ้นบ่งบอกว่ามีใครเข้ามาในห้องแต่งตัว ทำให้พวกเราสามคนหันไปมอง เป็นบริกรหญิงในผับแห่งนี้ที่เข้ามาพร้อมช่อดอกไม้สีขาวสะอาดตาช่อใหญ่ ที่ตอนผมเห็นแวบแรกนึกว่าเป็นดอกกุหลาบสีขาว แต่ดูไปดูมาไม่น่าใช่

“ไม่ทราบว่าคุณทอมคือคนไหนคะ”

เสียงเรียกชื่อผมจากบริกรสาว ทำให้ผมมองไปที่เธอ

พี่มนและพี่โอต่างชี้นิ้วมาที่ผมบ่งบอกว่าผมนี่ล่ะที่ชื่อทอม บริกรสาวเดินตรงมาที่ผมแล้วยื่นช่อดอกไม้นี้ให้พร้อมกับการ์ดใบเล็กๆที่เสียบอยู่ในช่อดอกไม้ ผมรับช่อดอกไ้ม้นี้มาดูใกล้ๆ แล้วพบว่ามันเป็นดอกคาร์เนชั่นสีขาวที่ถูกจัดแต่งเป็นช่อดอกไม้สวยงาม

“มีคนฝากมาให้ค่ะ”

คำพูดจากหญิงสาวตรงหน้าผม ทำให้ผมขมวดคิ้วสงสัยหนักเข้าไปอีก

“ให้ผมหรอครับ?”

“ค่ะ”

ผมนั่งพินิจมองดูมัน ใครกันที่ให้ดอกไม้ช่อนี้กับผม ผมหยิบการ์ดที่เสียบในช่อขึ้นมาดู ในการ์ดเขียนเพียงความหมายของดอกไม้คาร์เนชั่น

“แหม่ๆๆ ทอมม เผลอแปบเดียวมีสาวเอาดอกไม้มาให้หรอย่ะ หมั้นไส้”

ผมได้ยินเสียงพี่มน เดินเข้ามาใกล้ผมแล้วทำหน้าเบะปากหมั้นไส้ แต่บริกรสาวหันไปหาพี่มน แล้วส่ายหน้า

“ไม่ใช่ผู้หญิงหรอกค่ะ เป็นผู้ชายฝากมาน่ะค่ะ”

สิ้นคำตอบจากบริกรสาวตรงหน้า ผมกับพี่มนเบิกตาโตแล้วมองหน้าสบกันทันที นี่ก็งงแล้วนะว่าใครเป็นคนให้ แล้วยิ่งเป็นผู้ชายให้ ผมเริ่มชักขนลุกแล้วครับ เสียวสันหลังแปลกๆ สักพักผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะระเบิดมาจากข้างตัว

“ฮ่าๆๆๆๆ ยินดีด้วยน้าาา หนูทอมมม มีแฟนบอยด้วยหรอเราา ฮ่าๆ”

เสียงทุ้มห้าวหัวเราะไม่หยุด จนผมต้องหันไปมองค้อน ผมไม่ขำด้วยสักนิด โธ่ๆ ไอ้เราก็นึกว่าผู้หญิงมาให้ไงกลายเป็นผู้ชายซะงั้น อยากได้แฟนเกิลล์นะ ไม่เอาแฟนบอยย เง้ออ ขนลุก

ผมมองดูการ์ดในมือแล้วพลิกไปดูข้างหลัง มีข้อความสั้นๆถูกเขียนไว้

‘ยินด้วยนะ จาก แฟนคลับคนแรก’

ดวงตาผมเบิกกว้างทันทีที่เห็นข้อความในการ์ด ในหัวผมจู่ๆก็มีอะไรบางอย่างเข้ามาในหัว ความทรงจำที่ถูกเก็บไว้ เผยให้นึกถึงใครบางคนที่เคยพูดแบบนี้กับผม ส่งยิ้มอบอุ่นนั่นพร้อมกับประโยคที่ผมไม่เคยลืม

‘……….พี่จะรอวันที่ทอมเป็นนักร้อง แล้วพี่จะตามเป็นแฟนคลับคนแรกเลยนะ’

คนเดียวที่เชื่อมั่นในตัวผม บอกว่าผมทำได้

คนเดียวที่ผมไม่คิดจะลืมมันออกไปจากหัว

คนเดียวที่ผมอยากเจอมากที่สุด ตั้งแต่กลับไทยมา

หากเป็นคนเดียวกับที่ผมคิด หากผมไม่ได้คิดไปเอง

ช่อดอกไม้อันนี้ของเขา ใช่รึเปล่า

 

“ทอม เป็นอะไรไปนิ่งไปเชียว มีไรรึเปล่า”

ผมได้ยินเสียงพี่มนเรียกผม ทำให้ผมออกจากความคิดของตัวเอง ผมละสายตาจากการ์ดใบนั้น หันไปหาบริกรสาวที่ยืนหน้าผม

“คนที่ให้การ์ดแล้วช่อดอกไม้ เขาอยู่ไหนครับ”

“ไม่ทราบนะคะ พอเขาให้ดอกไม้กับดิฉันก็เดินไปทางลานจอดรถแล้ว อาจจะกลับไปแล้วก็ได้ค่ะ”

ผมตัดสินใจลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วถือช่อดอกไม้กับการ์ดนี้ไปด้วย แล้ววิ่งออกนอกห้องไป ท่ามกลางความสงสัยของพี่มนและพี่โอ ที่อยู่ๆผมก็พรวดพราดออกไป แต่ว่าถ้าให้ผมมาอธิบายให้ทั้งสองเข้าใจ มันอาจไม่มีเวลามากพอและผมอาจเสียโอกาสที่จะได้เจอเจ้าของช่อดอกไม้อันนี้

ได้โปรดอย่าเพิ่งกลับนะ อย่าเพิ่งไป หากเป็นเขา

ผมอยากเจอ ผมมีไรมากมายอยากคุยกับเขา

แล้วหากเป็นเขาจริง แสดงว่าเขาไม่เคยลืมเรื่องสองปีก่อน

เพราะฉะนั้นขอให้ได้เจอเถอะนะ

ผมวิ่งไปยังลานจอดรถให้เร็วที่สุดเท่าที่ขาทั้งสองข้างจะเร็วได้ ถึงแม้ว่าความหวังที่จะพบมันจะริบหรี่ก็ตาม ผมมาถึงลานจอดรถ กวาดสายตามองแต่ไม่พบใครเลยในที่แห่งนี้

มีเพียงผมคนเดียวที่ยืนอยู่กลางลานจอดรถ แห่งนี้

มันว่างเปล่า เหมือนกับใจของผม

คงไม่ทันแล้วสินะ

ผมมองช่อดอกไม้ในมือ กำมันแน่น ความหวังที่จะได้เจอมันคงไม่มีแล้วสินะ

หรือบางทีผมอาจจะคิดไปเองว่าเป็นเขา

“อะไรนักหนาว่ะ ไอ้เป๊กซ์กูขี้อยู่ก็โทรมาได้นะ รอกูขี้เสร็จก็ได้มั้ย โทรติดๆจนขี้ไม่ออกเลยว้อย”

เสียงทุ้มนุ่มดังจากข้างหลังผม เสียงที่ผมคุ้นเคย เหมือนเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้ว เสียงที่คุ้นเคย แล้วไม่เคยลืม ผมหันหลังกลับไปมอง พบชายร่างสัดทัดกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ ใบหน้าคมเข้มนั่นทำหน้าหงุดหงิดเสียเต็มประดา ถ้าให้เดาคงหงุดหงิดคนในสาย สวมใส่เสื้อยืดสีดำสนิทกับกางเกงยีนส์

เป็นเขาจริงๆด้วย

ผมไม่สามารถละสายตาไปจากคนตรงหน้าได้เลย

ใบหน้าคมที่คุ้นตา เขาดูไม่เปลี่ยนไปเลย

ทำให้ผมจำเขาได้ทันทีว่าเป็นเขา

 

“มึงมีไรก็ว่ามา ถ้าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน…”

ดวงตาคมคู่นั้นเหลือบหันมาแล้วคงเห็นผม สายตานั้นนิ่งไปพลัน

“กูมีธุระ แค่นี้นะ”

เสียงทุ้มนั่นเอ่ยกับปลายสายในโทรศัพท์ กดปุ่มปิดตัดสาย

เดินเข้ามาใกล้ผม ที่ตอนนี้ตัวผมเหมือนถูกสาปให้สะกดนิ่ง ผมจ้องเขาไม่ละสายตา มือผมกำช่อดอกไม้แน่นรู้สึกได้ถึงเหงื่อมือที่ไหลออกมาเต็มไปหมด

เขามองผม แล้วฉีกยิ้มที่อบอุ่นนั้นที่ผมคุ้นเคย ที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันอีกครั้ง

“ไง”

เสียงนั้นเอ่ยทักผมขึ้นมา ผมจับจ้องไปที่ใบหน้าคมนั้น ที่ส่งยิ้มมาให้ผม  รู้สึกลังเลที่จะตอบอะไรกลับไปหาเขา มันสบสนอยู่ในหัว ไม่เคยคาดคิดว่าเราจะได้เจอกันอีกครั้ง ประหม่าไปหมดเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา

“พี่เอ๊ะ”

ผมพึมพำออกมาเบาๆเป็นชื่อของเขา ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้น สีหน้าดูแปลกใจที่ผมเรียกชื่อเขาออกมา

“หืมม จำพี่ได้ด้วยหรอเนี่ย”

ผมพยักหน้าตอบเขา มองดูช่อดอกไม้ในมือตัวเองที่ผมกำเสียแน่น แน่นจนกลัวว่าจะเผลอทำให้มันช้ำมั้ย

“ของพี่รึเปล่าครับ”

ผมเอ่ยถามมันออกไป เขามองดอกไม้ช่อนั้นในมือผม แล้วคลี่ยิ้มบางออกมา

“ใช่ เราชอบมันรึเปล่า”

ผมมองดูดอกไม้สีขาวสะอาดบริสุทธิ์ในมือผม ตอนแรกก็ตกใจที่ดอกไม้ช่อนี้คนที่ให้เป็นผู้ชาย สารภาพตามตรงว่าแอบขนลุกเหมือนกัน เพราะปกติดอกไม้ผู้หญิงน่าจะเป็นคนให้มากกว่า แต่พอรู้ว่าเป็นเขา น่าแปลกนะที่ผมไม่รู้สึกขนลุกหรืออะไรสักนิด รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างเข้ามาในหัวใจอย่างประหลาด จนผมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งมีความสุขและดีใจที่เขาไม่ลืมผม แล้วอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้

“ครับ…..แล้วพี่เอ๊ะทำไมมาอยู่ที่นี้ได้ล่ะครับ ทำไมถึงรู้ว่าผมอยู่ที่นี้”

ผมรัวคำถามออกไปถามเขา เป็นคำถามที่ผมสงสัยตั้งแต่ที่ได้เจอกัน เพราะผมเป็นวงที่เปิดตัวไม่นานคนรู้จักยังมีไม่มาก ซิงเกิ้ลเพลงตัวเองก็ยังไม่มี การที่จะมีคนรู้ตารางงานของพวกผมได้ มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกเหมือนกัน

“ก็…..เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรอ”

“เรื่องปกติ…หรอครับ?”

“เรื่องปกติ ที่แฟนคลับเขาทำกันไง ตามไปดูศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ”

พี่เอ๊ะตอบจนผมรู้สึกร้อนผ่าวบนใบหน้าเลยครับ เล่นพูดงี้ ผมก็เขินเป็นนะครับ ผมก้มลงต่ำพยายามหลบสายตาเขา แล้วเหลือบมองดูเขาที่ยกยิ้มขึ้นมา แล้วเคลื่อนใบหน้าคมนั้นเข้ามาใกล้ผม จนผมต้องยกช่อดอกไม้ในมือขี้นมาบดบังใบหน้าที่รู้สึกได้ว่ามันต้องแดงจัดแน่ๆ

“หืมม เขินหรออ”

เขาเอ่ยอย่างหยอกล้อ ยกมือหนานั้นสัมผัสกับมือผมที่กำช่อดอกไม้แน่น แล้วแตะมือผมให้ลดมือลงเอาดอกไม้ช่อนั้นเคลื่อนลงให้เผยใบหน้าของผมที่ผมคิดว่ามันคงดูไม่ได้เท่าไรนัก มันคงต้องดูน่าอายแน่ๆ แถมตอนนี้ผมไม่กล้าสบสายตาเขาตรงๆได้เลย เมื่อผมเหลือบตามองขึ้นไปดูเขา ก็เห็นใบหน้าคมนั้นคลี่ยิ้มบางให้กับผม

“พี่เคยพูดกับเราใช่มั้ย…ว่าถ้าเราเป็นนักร้อง พี่จะตามมาเป็นแฟนคลับคนแรก แล้วก็ดอกไม้ช่อนี้ พี่เอามาแสดงความยินดีด้วยนะ ที่เราทำสำเร็จแล้ว แถมได้เป็นนักร้องก่อนพี่อีก”

เขาจำทุกอย่างที่เขาเคยพูดได้ ผมไม่เคยคิดว่าเขาจะจำได้ แล้วมาวันนี้เขามาทำตามที่เขาเคยพูดไว้ทั้งๆที่ไม่จำเป็นที่เขาต้องทำตาม ผมเคยคิดว่ามันอาจเป็นผมคนเดียวที่จำเรื่องเมื่อสองปีได้ แล้วเขาคงลืมไปแล้ว แต่เขายังคงจำได้ แล้วเขาก็กลับมายืนตรงหน้าผม

“ขอบคุณครับ”

ไม่มีอะไรจะบอกคนๆนี้ได้เลยนอกจากคำว่าขอบคุณ เป็นสิ่งที่สื่อความหมายทั้งหมดจากหัวใจของผม ที่ผมต้องการบอก คำว่าขอบคุณมันอาจจะน้อยไปเสียด้วยซ้ำ

“ทอมสบายดีนะ วันนี้พี่เห็นเราร้อง ทำได้ดีมากๆเลย เพื่อนๆเราในวงก็เก่งเหมือนกัน วงเราต้อไปได้ไกลแน่ๆ”

“ขอบคุณครับ ผมก็ไม่รู้ว่ามันโอมั้ย แต่ก็เต็มที่แล้ว แล้วพี่เอ๊ะล่ะครับเป็นไงบ้างยังหลงทางอยู่รึเปล่าครับ”

ผมพูดติดตลกไป จนคนตรงหน้าหันมามองหน้าผม ดวงตาคมเหล่มองผมไม่พอใจเล็กน้อย

“แหน่ะๆ เจอยังไม่ถึงห้านาที แซวพี่เลยหรอ ขอโทษนะ ถ้ากรุงเทพพี่ชำนาญทางมากนะเว้ยย เราแหละจะหลงเองนะ พ่อเด็กนักเรียนนอก”

“เห็นอย่างนี้แต่ผมก็อยู่กรุงเทพถึงสิบสี่น้าา ผมไม่หลงง่ายๆหรอกครับ”

“ขอให้จริงเถอะ ถ้าหลงมาไม่รู้ด้วยนะ”

ผมหัวเราะในคำพูดของพี่เขา พี่เอ๊ะก็ยังคงเป็นพี่เอ๊ะเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย สองปีเป็นยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้น เป็นพี่เอ๊ะที่ดูอารมณ์ดีอยู่เสมอ ผมชอบเวลาที่พี่เขาเป็นแบบนี้ ตอนนั้นรู้จักเขาได้แปบเดียวก็รู้สึกได้เลยว่าเป็นคนตลก เวลาอยู่ใกล้ๆ พลอยทำให้ผมหัวเราะได้ตลอด

“ทำไมถึงให้ดอกไม้ผมล่ะครับ”

ผมถามออกไป พลางมองดอกไม้ในมือผมไปมา พอดูไปดูมามันก็ดูเพลินตาดีเหมือนกัน แถมถูกจัดมาเป็นช่อมาอย่างดี เจ้าของดอกไม้ช่อนี้ดูท่าทีแปลกไปเล็กน้อย ดูชะงักกับคำถามของผม แล้วยกมือตัวเองมาเกาแก้มเบาๆ

“เออ….ก็ ดอกไม้คาร์เนชั่นมันแสดงถึงความยินดีไม่ใช่หรอ พี่เลยเอามาให้น่ะ”

“แต่ในการ์ดมันบอกความหมายของดอกไม้คาร์เนชั่นสีขาวไว้อีกแบบนะครับ”

“อ่าวจริงหรอ พี่ก็ไม่ได้สังเกตดูมันเขียนว่าอะไรล่ะ”

“มันเขียนว่าความรักที่บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา อ่อนโยน คุณคือของมีค่าที่น่าทะนุถนอม น่ะครับ”

ผมอ่านข้อความในการ์ดใบนั้นก็แอบรู้สึกเขินเหมือนกัน นี่ถ้าผมไม่รู้จักพี่เอ๊ะมาก่อน ก็นึกว่าพี่แกเอาดอกไม้มาจีบผม แล้วความหมายของดอกไม้ในการ์ดยิ่งสื่อออกไปทางนั้นซะด้วยสิ ผมเหลือบมองดูพี่เอ๊ะที่อ้าปากค้างไปพักใหญ่ ก่อนพี่แกจะเกาหัว บ่นพึมพำกับตัวเอง เหมือนจะบ่นถึงใครสักคน

“จะความหมายยังไงก็ช่าง แต่เอาเป็นว่าพี่ให้ แล้วเก็บมันดีๆด้วยนะ”

พี่เอ๊ะพูดขึ้นแล้วยกนิ้วชี้ขี้นมาที่ผม คล้ายเป็นคำสั่งให้ผมเก็บมัน แต่ถึงพี่ไม่บอกผม ผมก็ตั้งใจจะรักษาดอกไม้ช่อนี้ให้มันอยู่ไปกับผมให้นานที่สุด เพราะมันเป็นของขวัญจากแฟนคลับคนแรกของผมนี่นะ

“ครับ ผมจะดูแลอย่างดีเลย จะเอาไปใส่แจกันให้น้ำมัน ไม่ให้เหี่ยวเลยดีมั้ยครับ 555”

“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ สักวันมันก็ต้องเหี่ยวอยู่ดี ว่าแต่นี่เราไม่มีงานต่อแล้วใช่มั้ย”

“ไม่แล้วครับ เดียวผมก็จะกลับแล้วฮะ”

“งั้น…..ไปกินข้าวกับพี่มั้ย”

“ฮะ?”

ผมแปลกใจนิดหน่อยที่อยู่ๆพี่เขาก็ชวนผมไปกินข้าว คือยังไงดีเวลานี้เนี่ยนะ จะเที่ยงคืนแล้วด้วย คิดไรของเขากันแน่นะ

“ตอนนี้เลยหรอฮะ”

“ก็ใช่สิ ไหนๆมาเจอกันแล้ว เดียวพี่พาไปกินข้าวต้มร้านเด็ดแถวนี้อร่อยนะจะบอกให้ เราไม่สะดวกไปหรอ”

“ปะ เปล่าฮะ ไปได้ฮะ”

“งั้นรีบไปเก็บกระเป๋าเดียวพี่รอนี้นะ พี่มีไรอยากคุยกับเราอีกหลายเรื่องเลยล่ะ”

ผมหยักหน้าตอบเขาหนึ่งที ก่อนจะเดินผ่านตัวพี่เขาไปเพื่อจะเดินไปที่ห้องแต่งตัวเพื่อเก็บของของตัวเอง ตามคำสั่งของพี่เขาแบบงงๆ แต่ขาของผมก็หยุดที่จะเดินแล้วหันหลังกลับไปหาพี่เขา ยังคงมองเห็นว่าเขาอยู่ที่เดิมแล้วเดินไปพิงรถยนต์ก้มกดมือถืออยู่

ความรู้สึกบางอย่างเมื่อสองปีก่อนเข้ามาในใจผม

เกิดความรู้สึกกลัวภายในใจ

เมื่อตอนสองปีก่อน ที่ผมวิ่งโทรศัพท์หันหลังกลับให้กับเขา พอวิ่งมาได้สักระยะหนึ่ง เมื่อผมหันหลังกลับไปมองก็ไม่เห็นเขาอยู่อีกแล้ว ผมรู้สึกกลัวว่าคราวนี้ถ้าผมวิ่งหันหลังกลับไปอีกล่ะก็ เมื่อผมกลับมาพี่เขาจะอยู่ที่เดิมมั้ย ยังไม่ไปไหนใช่มั้ย

หากเป็นอย่างนั้น ผมกลัวที่จะไม่ได้เจอเขาอีก

“ไม่ไปเอาของหรอทอม”

ผมได้ยินเสียงพี่เขาพูดขึ้น เงยหน้าจากหน้าจอในมือถือ เขาคงจะสังเกตเห็นผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน

“พี่จะรอผมใช่มั้ยฮะ…”

ผมไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป แต่ความรู้สึกนึกคิดในใจผมมันสั่งให้พูดอย่างนั้น เพราะไม่รู้ทำไม ผมถึงกลัวก็ไม่รู้ กลัวการจากลาอีกครั้งที่สอง หากผมกลับมาคราวนี้ไม่ได้เจอพี่ล่ะ

เขานิ่งไปทันทีที่ผมพูดออกไปอย่างนั้น ดวงตาคมจับจ้องมาที่ผม ยกยิ้มที่มุมปากขึ้น แล้วเดินเข้ามาใกล้ตัวผม

“รอสิ….พี่มาหาเราถึงนี้ แล้วคิดหรอว่าพี่จะหายไป อุตสาห์ได้เจอกันอีกครั้งหนึ่งทั้งที”

รอยยิ้มนั่นฉีกยิ้มกว้างจนทำให้ดวงตาคมหรี่เล็กลงเป็นรอยยิ้มที่ส่งมาให้ผม รอยยิ้มที่ผมรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ทำให้ผมพลอยยิ้มตามไปกับมัน พลางนึกถึงเจ้าBearbrick ที่เขาเคยให้ไว้ เป็นรอยยิ้มที่คล้ายกันมากจริงๆ เขาบอกว่าเคยให้เพราะมันเหมือนกับผม แต่เขาจะรู้บ้างมั้ยนะ เวลานี้เขาเหมือนเจ้าBearbrickตัวนั้นมากจริงๆ

จากคนแปลกหน้าที่เคยเจอกันเมื่อสองปีก่อน ผมเคยช่วยเขาที่หลงทางในLA แต่น่าแปลกเขากลับเป็นคนช่วยทำให้ผมที่หลงทางในเส้นทางของตัวเอง ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองหวังและอยากเป็นมาตลอดชีวิต จนกระทั้งวันนี้เราได้มาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง มันเหมือนเติมเต็มอะไรบางอย่างในใจผม ผมรู้สึกว่าพี่เอ๊ะไม่ใช่แค่คนแปลกหน้า แต่เขาเป็นคนที่ทำให้ผมได้เข้าใจความหมายของการร้องเพลง หากวันนี้มันจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ล่ะก็ มันคงเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเราจากคนแปลกหน้าให้กลายมาเป็นเพื่อนหรือพี่น้องกันสักที

นับจากวันนี้เราทั้งสองคนคงมีเรื่องให้คุยกันยาวไม่รู้จบ แต่มันจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ให้เราสองคนได้รู้จักกันมากขึ้น บางทีBearbrickที่พี่เขาเคยให้ผม มันไม่ได้นำโชคให้ผมได้เป็นนักร้องเพียงอย่างเดียวหรอกนะ แต่มันนำพาให้เจ้าของที่แท้จริงของมันกลับมาหาผมต่างหากล่ะ

……………………………………

 

ร้านดอกไม้ที่เปิดใหม่ที่ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ใจกลางเมืองสุขุมวิท ข้างนอกและข้างในร้านถูกตกแต่งเป็นสีขาวสะอาดตาไปทั่วร้าน ดูสบายตา เมื่อเข้ามาจะได้กลิ่นหอมจากดอกไม้หลากหลายพันธุ์แตะเข้าจมูกผม ผมสำรวจดูการตกแต่งภายในร้านที่ดูคลาสสิก ในร้านรายล้อมไปด้วยดอกไม้หลากสีสัน มีตู้แช่เย็นไว้เก็บดอกไม้ และช่อดอกไม้ที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นช่อ สำหรับคนที่อยากซื้อไปเลย ไม่ต้องมาสั่งทำ แล้วทำไมผมมายืนอยู่ร้านดอกไม้แบบนี้นะหรอ ก็ไม่มีไรมากหรอกครับ ผมก็แค่ขับผ่านมันแล้วแวะมาจอดเฉยๆก็แค่นั้น ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็คงไม่ใช่หรอกครับ ผมจะขับมาจอดแวะเพื่อไรล่ะครับ ถ้า…

“หึ คิดไงมาย่ะ ที่ตอนเปิดร้านวันแรกบอกให้มาก็ไม่มา แล้วคิดยังไงวันนี้นึกครึ้มแวะมาหาฉันย่ะ”

เสียงหวานเอ่ยดังข้างๆหูผม ใบหน้าหวานสวย ขมวดคิ้วมองผมอย่างหงุดหงิด ริมฝีปากเม้มหาผมอย่างไม่พอใจเท่าไรนัก ดวงตาคู่สวยจ้องมองผมไม่วางตา ผมหัวเราะแห้งๆใส่ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะไม่มาวันแรกที่เปิดร้านหรอก ก็แหม่มันติดงานนี่ครับ แถมวันนั้นเป็นวันที่ผมอัดเพลงด้วย แถมมันเป็นเพลงที่ผมได้เปิดตัวเป็นนักร้องเป็นครั้งแรกด้วย นับตั้งแต่วันนั้นที่ผมได้เนื้อเพลงไม่มีตรงกลางจากพี่ฟองเบียร์ ผมก็ได้มีโอกาสได้ร้องเพลงนั่น จากนักร้องไกด์ที่สัญญาใกล้หมดกับค่ายเพลง มันก็ได้ทำให้กลายมาเป็นนักร้องเต็มตัวอย่างสมบูรณ์จากเพลงเพลงนี้ ที่เหลือก็แค่ปล่อยมาแล้วคนฟังชอบรึเปล่าก็แค่นั้น แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับก้าวแรกในการเป็นนักร้องของผมนะ

เพราะฉะนั้นการที่ผมเบี้ยวมางานเปิดร้านวันแรกของเพื่อนสนิทสมัยมัธยม มันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ล่ะครับ แต่อย่างน้อยผมก็มาเยี่ยมแล้วน้าา

“ไม่งอนนะแอน นี่ไงเราก็มาแล้วเนี่ย ตั้งใจมาแสดงความยินดีเลยน้าา”

ผมพูดเสียงอ่อนหวังว่าคนตรงหน้าผมจะเลิกทำหน้ามุ่ยใส่ผมซะที เธอสะบัดหน้าแล้วหันหันหลังกลับไปตรงตเคาน์เตอร์แคชเชียร์

“ก็ยังดีกว่าไม่มานะ นึกว่าจะลืมฉันแล้วซะอีก”

“จะลืมได้ไงล่ะ เพื่อนสนิททั้งคน ฮ่าๆ ว่าแต่เป็นไงบ้างเปิดร้านมา ขายดีมั้ย”

ผมเอ่ยถามออกไป มองดูแอนที่จดรายการออเดอร์ที่ได้รับมาจากลูกค้า โดยไม่เงยหน้ามามองผม

“ก็เรื่อยๆนะ ไม่ขาดทุนก็ดีมากแล้ว ว่าแต่นี่ที่แวะมาแถวนี้คงไม่ได้แค่มาร้านฉันอย่างเดียวสินะ”

แอนละสายตาจากกระดาษที่จด แล้วมองดูผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

“นัดสาวหรือย่ะ”

ผมนิ่งกับคำพูดของแอนไปสักครู่ ผมหลบสายตาแอนที่จ้องเขม็งมองผมไม่วางตา

“เปล่าา”

ดวงตาคู่สวยมองผมอย่างไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนัก แล้วยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก

“ไม่เชื่อหรอกย่ะ แวะมาหาฉันตอนสองทุ่ม คนดีๆที่ไหนแวะมาร้านดอกไม้ตอนนี้ย่ะ ฉันเดาว่าแกไปผับต่อใช่มั้ย”

อื้อหื้อ เดาเก่งและถูกสมเป็นเพื่อนสนิทกันมาหลายปีจริงๆ ก็ไม่แปลกที่แอนจะดูผมออกขนาดนั้น เพราะผมกับแอนเรารู้เรื่องของกันและกันอย่างหมดเปลือก ทั้งนิสัยใจคอ และรสนิยมความชอบของแต่ละคน มันจะเดาผมถูกก้ไม่แปลกใจเท่าไร แต่แอนคงเดาผิดไปนิดนึง ผมไปผับจริงแต่ไม่ได้ไปหาสาวสักหน่อย

“ใช่ เราไปผับต่อ แต่เราไม่ได้ไปหาสาวนะว้อยย”

แอนเบะปาก สายตาที่มองผมดูไม่เชื่อผมเสียเต็มประดา

“เชื่อตายล่ะย่ะ ไม่ไปหาสาวแล้วจะไปผับทำไมย่ะ ถ้าไม่ได้นัดใครไว้ หรือจะบอกว่าไปผับคนเดียว เดียวนี้อินดี้ตั้งแต่เมื่อไรย่ะ”

มาเป็นชุดเลยครับ มันสันนิฐานเรื่องของผมอย่างกับนักสืบ รู้ดี รู้ลึกจริงๆ เออผมไปผับคนเดียว จะอินดี้แล้วยังไงครับ ไม่ได้ไปหาสาวอย่างที่แอนพูดด้วย แต่ผมมีเหตุผลที่วันนี้ผมจำเป็นต้องไปผับ เพราะผมต้องการไปเจอใครบางคนที่ผมไม่ได้เจอมานานมากแล้ว แล้ววันนี้เขาก็มาร้องเพลงครั้งแรกที่ผับที่ผมจะไปวันนี้ด้วย

“ก็ไม่มีไรมากหรอก แค่อยากไปฟังเพลงน่ะ และอยากไปหา…”

ผมนิ่งคิดไป ผมควรจะพูดต่อให้จบดีมั้ยนะ แต่พูดไปเดียวแอนจะยิ่งสงสัยเข้าไปอีก

“หาใครย่ะ”

“เปล่า ก็แค่มีใครคนหนึ่งที่ต้องไปหาน่ะ”

ผมตอบออกไปเท่าที่ผมตอบได้ ก็ไม่อยากจะปิดบังอะไร แต่ถ้าหากเล่าเรื่องทั้งหมดว่าคนที่ไปเจอเป็นใคร เรื่องมันคงยาวแบบสองวันก็น่าจะเล่าไม่จบล่ะมั้ง

“อ่ะๆ ฉันจะไม่ถามแกต่อล่ะกันว่าไปพบใคร แต่คงจะสำคัญสินะ”

ผมพยักหน้าตอบเธอ นั่นสินะ สำหรับผมมันก็สำคัญอยู่นะ เป็นคนสำคัญที่ไม่ได้เจอกันมานานสองปี เป็นคนแปลกหน้าที่สำคัญก็ว่าได้มั้ง

“ไหนๆแวะมาหาล่ะ อยากได้ดอกไม้สักช่อติดมือไปให้คนๆนั้นม่ะ เดียวฉันทำให้ฟรีเลยอ่ะ”

“เห้ยไม่ต้องหรอก”

ผมตอบไปด้วยความเกรงใจ แค่ผมแวะมาเยี่ยมไม่มีของไรมาฝากเธอ ผมก็รู้สึกแย่มากพอแล้ว แล้วนี่เธอจะมาทำดอกให้ผมฟรีๆอีกยิ่งเกรงใจเข้าไปอีก

“เอาน่า ว่าแต่คนที่แกไปพบอ่ะ เขาเป็นยังไง”

ผมนิ่งกับคำพูดของแอนไปพักใหญ่ ใบหน้าของใครในความทรงจำลอยเข้ามาในหัวผม เป็นใบหน้าหวานที่คล้ายผู้หญิง ฉีกยิ้มกว้างสดใสส่งมาให้ผม ผมไม่เคยลืมใบหน้าของคนนี้ได้เลย แม้มันจะผ่านมาสองปีแล้ว มันยังคงฝังในความทรงจำของผม ผมชอบรอยยิ้มนั้นที่ส่งมาให้พร้อมดวงตากลมที่ส่องประกายไปด้วยความจริงใจ

“ก็…สดใส ร่าเริง ล่ะมั้ง”

“แค่นั้น แล้วมีไรอีกมั้ย”

“ก็อยากจะแสดงความยินดีล่ะมั้ง”

ความทรงจำต่างๆย้อนเข้ามาในหัวผม จนผมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ช่วงเวลาเหล่านั้นมันทำให้ผมมีความสุขมากจริงๆ

“งั้นเดียวฉันจัดดอกไม้ให้รับรองคนที่แกเอาไปให้ต้องดีใจแน่ๆ”

แอนพูดขึ้นแล้วเดินตรงไปยังตู้แช่ดอกไม้ที่เก็บรักษาดอกไม้ไว้หลายชนิด

“เห้ย ไม่ต้องทำก็ได้แอน ถ้าแกทำเราจ่ายเงินนะ เราไม่เอาฟรีๆหรอก”

ผมรีบพูดขึ้นทันทีที่เห็นว่าแอนเริ่มหยิบดอกไม้ออกมาจากตู้แล้ว เป็นดอกไม้สีขาวที่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นดอกอะไร

แอนหันมามองผมเพียงครู่แล้วก้มลงจัดการตัดแต่งช่อดอกไม้ในมือ

“ฉันทำให้ฟรี ก็บอกจะทำให้ย่ะ แล้วฉันก็เป็นคนเสนอที่จะทำเอง เพราะฉะนั้นแกหุบปากแล้วไปนั่งรอฉันเฉยๆเถอะย่ะ”

แอนยกมือแล้วชี้สั่งให้ผมไปนั่งโซฟาที่วางไว้เพื่อให้ลูกค้ามานั่งรอรับช่อดอกไม้ ผมเถียงอะไรไม่ได้ได้แต่นั่งไปนั่งที่โซฟาตามคำสั่งแล้วมองเจ้าตัวที่จัดการดอกไม้ในมืออย่างคล่องแคล่ว

“เป็นครั้งแรกเลยนะ”

“หืม”

“เป็นครั้งแรกที่แก พูดถึงใครคนหนึ่งแล้วสีหน้าแกดูมีความสุขมากขนาดนี้ ฉันยังไม่เคยเห็นแกพูดถึงสาวคนไหนแล้วยิ้มแบบนี้ มันเป็นยิ้มที่แสดงออกมาใจ”

ผมมองแอนไม่ละสายตากับคำพูดที่เอ่ยออกมา เธอเหลือบมามองผมเล็กน้อยจากการที่ยุ่งกับการตกแต่งดอกไม้ในมือ ส่งยิ้มบางมาให้ผม

นี่ผมเผลอทำตัวอะไรแปลกไปตอนที่ผมนึกหน้าของเด็กคนนั้นกันนะ ทำไมผมไม่รู้ตัวเลย บางทีการที่ผมนึกหน้าของเด็กคนนั้นมันทำให้ผม มีความสุขงั้นหรอ ผมนั่งนึกใคร่ครวญไปกับคำพูดของแอน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงได้อยากไปเจอเด็กคนนั้นมากขนาดนี้ ตั้งแต่ที่รู้ว่าเขากลับมาเมืองไทยมาเป็นนักร้อง ผมก็ติดตามเฝ้าดูมาตลอด คอยดูว่าไปออกรายการที่ไหน มีงานที่ไหน จนมารู้ว่ามีงานแรกที่ผับที่ผมจะไปวันนี้ ผมก็ตั้งใจโทรไปจองโต๊ะที่ร้านตั้งแต่เนิ่นๆ นี่ผมคงดูเหมือนเป็นติ่งเกาหลีอะไรแบบนั้นไปแล้วมั่ง แต่น่าแปลกนะมันกลับทำให้ผมมีความสุขอย่างประหลาด ก็ไม่รู้ว่าวันนี้ไปเขาจะเห็นผมมั้ย แต่อย่างน้อยได้เห็นเขาร้องเพลงอีกครั้ง ได้เห็นเขาเป็นนักร้องเต็มตัวตามที่ผมเคยหวังว่าเขาจะเป็นได้ แค่นี้ผมก็ดีใจแล้วล่ะ ได้เห็นเขาประสบความสำเร็จ มันก็ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเด็กคนนี้ ผมก็แค่อยากไปแสดงความยินดีที่เขาประสบความสำเร็จ ต่อให้เขาอาจเห็นผมแล้วจำผมไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยแค่ได้เห็นเขาก็ดีมากพอแล้วสำหรับผม

“เสร็จแล้วล่ะ อยากให้เขียนการ์ดอะไรไว้มั้ย”

ผมหันไปมองที่แอน ในมือเธอถือช่อดอกไม้สีขาวที่ถูกตกแต่งเป็นช่ออย่างสวยงามมีริบบิ้นสีชมพูอ่อนพันตรงช่อไว้ ดูสวยและน่ารักดี

“เออ….งั้นฝากเขียนหน่อยได้มั้ย”

ผมนึกประโยคที่อยากให้เขียนไว้ในการ์ด ก่อนจะมีประโยคหนึ่งที่ผมเคยพูดกับเด็กคนนี้ไว้เมื่อนานมาแล้ว

“ช่วยเขียนว่า ยินดีด้วยนะ….จากแฟนคลับคนแรก”

 

THE END

 

 

TALK

เป็นตอนพิเศษนะค่าของFIC LA เห็นมีคนอยากให้ทั้งคู่มาเจอกัน ก็จัดให้ตามคำขอ ฝากฟิคที่ไม่หวานมากและไม่วายไว้ให้ทุกคนได้อ่านกัน หากใครลืมเนื้อเรื่องหลักก็เข้าไปอ่านกันได้นะค่า

ไว้ว่างๆจะมาแก้คำผิดน้าา ตอนลงคือเที่ยงคืนเบลอมากจ้า ขี้เกียจแก้ด้วย555 ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ^^